นพ. บุญส่ง เลขะกุล

เสียงเรียกร้องจากพงไพร

100 ปีหมอบุญส่ง เลขะกุล

100 ปีหมอบุญส่ง เลขะกุล

นพ.บุญส่ง เลขะกุล เป็นผู้บุกเบิกงานอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติป่าไม้และสัตว์ป่าของไทย ในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ราวปี พ.ศ. 2480 เป็นต้นมา ประเทศไทยได้มีการเร่งรัดให้เกิดการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น เขื่อนขนาดใหญ่ การตัดถนนไปยังพื้นที่ทุรกันดารต่างๆ การขยายตัวของระบบการผลิตทางการเกษตรที่เน้นพืชเศรษฐกิจเชิงเดี่ยว และอุตสาหกรรมต่างๆมากยิ่งขึ้นการพัฒนาดังกล่าวได้ส่งผลกระทบให้เกิดการบุกเบิกพื้นที่ป่าทั้งที่อยู่อาศัย และพื้นที่ทำกินตลอดถึงการสัมปทานตัดไม้ซึ่งมีทั้งบริษัทต่างชาติเข้ามาลงทุน

สิ่งเหล่านี้ได้ก่อให้เกิดเสื่อมโทรมของทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่าเป็นอย่างมาก ซึ่งในขณะนั้น ยังไม่มีกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่า แและแนวคิดเรื่องการอนุรักษ์ ก็ยังไม่เป็นที่รับรู้ เข้าใจและยอมรับกันอย่างแพร่หลาย

นพ.บุญส่ง เลขะกุล เป็นผู้ที่ให้ความสนใจเรื่องป่าไม้และสัตว์ป่าหลายต่อหลายครั้งที่ นพ.บุญส่งได้เดินทางเข้าป่า สำรวจป่าไม้และสัตว์ป่าด้วยตัวเองในพื้นที่ต่างๆ ของประเทศไทย และประเทศข้างเคียง เช่น ลาว เขมร กัมพูชา และพม่า และนพ.บุญส่ง ยังได้มีการพบปะพูดคุยกับกลุ่มอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสัตว์ป่าในประเทศต่างๆ ความหวาดวิตกเกี่ยวกับการสูญเสียทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่า เริ่มเกิดขึ้นอย่างจริงจังเมื่อประเทศไทยมีการให้สัมปทานตัดไม้ และมีการใช้อาวุธ ยุทโธปกรณ์ที่เหลือจากสงครามโลก เช่น ปืนชนิดต่างๆ และรถจิ๊บ เข้าไปล่าสัตว์กันอย่างรุนแรง แม้กระทั่งในจังหวัดที่ใกล้เคียงกับกรุงเทพฯ เช่น กาญจนบุรี นครนายก ฉะเชิงเทรา เป็นต้น ในปี พ.ศ. 2496 นพ.บุญส่ง เลขะกุล และเพื่อนๆ จำนวนหนึ่งได้มีการรวมตัวกัน ทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ ที่สนใจและมีความห่วงใยต่อการสูญเสียทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่า ในขณะนั้น จึงได้มีการจัดตั้ง “นิยมไพรสมาคม” ขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อเป็นศูนย์กลางของการพบปะพูดคุยแลกเปลี่ยน เรียนรู้ถึงสถานการณ์ ด้านป่าไม้และสัตว์ป่าในแวดวงหมู่คนที่สนใจ ทั้งในส่วนที่เป็นชาวไทยและชาวต่างชาติ ซึ่งสมาชิกสมาคมนิยมไพร ในขณะนั้น ส่วนใหญ่เป็นนักวิชาการ และเป็นคนชั้นกลางในกรุงเทพฯ และเป็นผู้ที่มีความรู้ประสบการณ์ในการเข้าป่า

นิยมไพรสมาคมในขณะนั้น จึงได้มีการรวบรวมข่าวสารข้อมูลทำเป็นเอกสารเผยแพร่ ในลักษณะของจดหมายข่าว ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่า และในขณะเดียวกัน ได้มีการผลิตหนังสือด้านวิชาการอย่างเช่น สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในประเทศไทย นกในประเทศไทยและผีเสื้อในประเทศไทย รวมทั้งหนังสือภาพถ่ายอื่นๆ เพื่อใช้เป็นสื่อในการเผยแพร่ และนิยมไพรสมาคม ยังได้มีการจัดค่ายอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่า และออกตระเวนบรรยายในเรื่องเดียวกันนี้ ไปตามโรงเรียน มหาวิทยาลัยต่างๆ

ในปี พ.ศ. 2502 นพ.บุญส่งและสมาชิกนิยมไพรสมาคม จำนวนหนึ่งได้เข้าพบปะพูดคุยกับจอมพลสฤษด์ ธนะรัตน์ นายกรัฐมนตรี สมัยนั้นเพื่อเรียกร้อง เสนอให้รัฐบาล มีนโยบายและออกกฎหมายปกป้องคุ้มครองทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่าในประเทศไทย โดยให้เหตุผลว่าประเทศไทยเป็นประเทศไทยที่มีความอุดมสมบูรณ์ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และทรัพยากรฯดังกล่าวนั้นก็มีคุณประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศ และในปัจจุบัน จากสถานการณ์การคุกคามทรัพยากรฯดังกล่าว หากไม่มีมาตราการในการอนุรักษ์แล้ว ก็จะก่อให้เกิดความเสียหายอย่างใหญ่หลวงในอนาคตเป็นแน่ เป็นที่น่ายินดีอย่างยิ่งว่า จอมพลสฤษณ์ ธนะรัตน์ และคณะรัฐบาลได้เห็นชอบตามข้อเสนอของนพ.บุญส่ง เลขะกุล จึงได้ออกกฎหมายเช่น พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2503 (ปรับปรุงแก้ไข พ.ศ. 2535)และ พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ 2504 ซึ่งก็มีผลบังคับใช้จนปัจจุบัน หลังจากที่รัฐบาลออกกฎหมายใช้บังคับว่าด้วยเรื่องการคุ้มครองทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่า ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2503 เป็นต้นมา ก็ใช่ว่าปัญหาการสูญเสียทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่าจะหมดไป

ดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่า ในขณะนั้นประเทศไทยมีความต้องการในการใช้ทรัพยากรฯเพื่อการพัฒนาประเทศเป็นอย่างมาก ส่วนหนึ่งสังเกตได้จากการเริ่มใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 1 ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2504 เรื่อยมาดังนั้น นพ.บุญส่ง เลขะกุล และนิยมไพรสมาคม จึงมีความจำเป็นต้องทำงานอย่างหนัก ควบคู่ไปกับระบบราชการซึ่งก็คือกรมป่าไม้ ที่ดูแลอุทยานแห่งชาติและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ที่ทำหน้าที่ในการป้องกันและปราบปราม การบุกรุกทำลายป่า การล่าสัตว์ตัดไม้ ส่วนงานด้านอื่นๆเช่น งานด้านวิชาการ การรณรงค์และเผยแพร่ ในขณะนั้นเป็นเรื่องที่ทางราชการ ยังต้องการความร่วมมือและช่วยเหลืออยู่

ดังนั้นนิยมไพรสมาคม จึงเข้ามาหนุนเสริมกระบวนการทำงาน การอนุรักษ์โดยมีการศึกษาข้อมูลด้านวิชาการ และรณรงค์เผยแพร่ เป็นต้น ในปี พ.ศ. 2526 นพ.บุญส่ง เลขะกุล และสมาชิกนิยมไพรสมาคม จึงได้มีการจัดตั้งมูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่าและพรรณพืชแห่งประเทศไทยในพระบรมราชินูปถัมภ์ ขึ้น โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ เสด็จเป็นองค์ประธานในงานกาลาดินเนอร์ร่วมกับ เจ้าชายฟิลิปส์ ดยุคแห่งเอดินเบอระ ณ โรงแรมโอเรียลเตล กรุงเทพมหานคร ในงานดังกล่าวนี้ ได้มีการจัดระดมทุนเพื่อจัดตั้งมูลนิธิ คุ้มครองสัตว์ป่าฯขึ้น เพื่อให้เป็นองค์กรอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในภาคเอกชน ซึ่งต่อมา มูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่าฯได้รับการ สนับสนุนจาก World Wildlife Fund (WWF) นพ.บุญส่ง เลขะกุล ได้ดำรงตำแหน่งเป็นประธานมูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่าฯและนายกสมาคมนิยมไพร และทำงานด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมาโดยตลอด โดยได้มีการอุทิศสถานที่บ้านของตัวเอง เป็นที่ทำงาน ใช้อุปกรณ์เครื่องมือ รวมทั้งการใช้เขาสัตว์ หนังสัตว์ ซากสัตว์ชนิดอื่นๆ เป็นเครื่องมือในการเขียนตำราวิชาการว่าด้วยเรื่องของสัตว์ป่า และใช้เป็นเครื่องมือในการรณรงค์และเผยแพร่ ซึ่งในขณะเดียวกันได้มีกลุ่มคนที่สนใจเข้าไปเรียนรู้เรื่องราวของการอนุรักษ์สัตว์ป่า จากนพ.บุญส่ง จำนวนมากทั้งชาวไทยและต่างประเทศ

จากการมุมานะทำงาน เพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมอย่างหนัก มาตลอดชีวิตของท่านในที่สุด นพ.บุญส่ง เลขะกุลได้ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2535 ด้วยโรคหัวใจล้มเหลว ณ โรงพยาบาลมเหสักข์ กรุงเทพฯ

ปี พ.ศ. 2550 หากนพ.บุญส่ง เลขะกุล ยังมีชีวิตอยู่ก็จะมีอายุครบรอบ 100 ปี มูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่าฯ ที่นพ.บุญส่ง เลขะกุล เป็นผู้จัดตั้ง ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2526 จนปัจจุบันเวลาล่วงเลยมาแล้วถึง 23 ปี จึงเปรียบเสมือนมรดกที่มีคุณค่าอย่างยิ่ง ซึ่งทั้งชีวิตและผลงานของนพ.บุญส่ง ตลอดระยะเวลาที่ยังมีชีวิตอยู่ ได้อุทิศกาย ใจ ทุ่มเทให้กับงานที่เรียกว่า “อนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่า” ดังนั้น มูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่าฯ จึงได้มีการปรึกษาหารือกับผู้ที่เกี่ยวข้องหลายๆฝ่าย ทั้งครอบครัว ลูกหลานของนพ.บุญส่ง เลขะกุล กลุ่มครูบาอาจารย์ลูกศิษย์ลูกหาที่กระจายอยู่ตามสถานศึกษาและหน่วยงานต่างๆรวมทั้งองค์กรพันธมิตรด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม อาทิเช่นสมาคมอนุรักษ์นกและธรรมชาติแห่งประเทศไทยได้ร่วมแรงร่วมใจกันจัดงาน 100 ปี นพ.บุญส่ง เลขะกุล เพื่อรำลึกถึงคุณงามความดี และผลงานที่ได้ชื่อว่าเป็นบิดาของการอนุรักษ์ในประเทศไทย ตลอดปี พ.ศ.2550 นี้ ทั้งนี้และทั้งนั้น การจัดงาน “100 ปี หมอบุญส่ง เลขะกุล” ในครั้งนี้ ไม่ได้มุ่งเน้นไปที่การยกย่องคุณูปการด้านการบุกเบิกงานอนุรักษ์ ทรัพยากรธรรมชาติของประเทศไทยเพียงอย่างเดียว แต่หมายรวมถึงการศึกษาสถานการณ์ในอดีตเมื่อ 100 ปีที่แล้วว่างานด้านนี้ของประเทศไทย เป็นอย่างไร อันจะนำไปสู่การก้าวกระโดดไปอีก 100 ปีข้างหน้าเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนของมวลมนุษยชาติทั่วโลกต่อไป

Advertisements

Single Post Navigation

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: