ปูผู้แทน

คุณอาหมอครับ พร้อมกับจดหมายฉบับนี้ ผมได้ส่งปูก้ามโตมาให้คุณอาหมอหลายตัว ปูเหล่านี้มีก้ามโตข้างเดียว บางตัวโตก้ามขาว บางตัวก็โตทางก้ามข้างซ้ายไม่เหมือนกัน ปูเหล่านี้ผมจับได้แถวบางปูนี่เอง ผมเห็นก้ามมันโตข้างเดียวคล้ายๆ กับผู้แทนราษฎรของเราที่ทำงานหนักจนแขนโตข้างหนึ่ง ผมเห็นรูปผู้แทนแขนโตในหน้าหนังสือพิมพ์บ่อยๆ ผมจึงเรียกปูก้ามโตข้างเดียวเหล่านี้ว่า ปูผู้แทน ผมเรียกของผมอย่างนี้จะถูกไหมครับ หรือคุณอาจะเรียกว่าปูอะไร เพื่อนๆ ของผมเรียกมันว่า ปูกวักมือ เพราะเห็นมันเอาก้ามข้างที่โตมากของมันโบก คล้ายกับว่ามันกวักมือเรียกใครอยู่เรื่อยๆ ทำไมมันจึงกวักมืออยู่เช่นนั้น คุณอาช่วยเล่าให้ผมฟังด้วย ด.ช. เดชา ณ บางกะปิ หนูเดชา หลานรัก ปูที่หลานส่งมาตั้งกล่องนั้น น่าดูมาก ล้วนแต่เป็นปูตัวเล็กๆ ที่มีก้ามข้างหนึ่งโตกว่าตัวของมันเองเสียอีก ปูเหล่านี้มีชุกชุมมากตามชายเลนริมทะเลหรือตามริมคลองและริมแม่น้ำที่ใกล้ๆ ทะเล ตามแถวบางปูก็มีชุมมาก เวลาอาไปเที่ยวบางปูอามักปล่อยให้พวกหนุ่มๆ เขาไปเต้นรำกันที่ศาลาสุขตาหรือสุขใจตามอารมณ์หนุ่มของเขา ส่วนอานั้นแก่แล้ว อามักเลี่ยงไปเดินเล่นตามริมฝั่ง ตามชายฝั่งส่วนมากเป็นชายเลน แต่บางตอนก็แห้ง ดินแข็งพอเดินไปได้ ไปดูนก ดูปู ดูหอยตามธรรมชาติของมัน ปูก้ามโตที่หลานส่งมานี้ อานั่งเลือกๆ ดูเห็นมันมีด้วยกันเป็น ๒ ชนิด ชนิดหนึ่งตัวเล็กหน่อย ก้ามข้างหนึ่งโตมาก โตจนปิดบังตัวเองมิดทีเดียว ชนิดนี้ชาวบ้านเขามักเรียกว่า ปูเปี้ยว ฟังดูไม่เพราะContinue reading “ปูผู้แทน”

ป่ากับผู้หญิง

๒๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๙๘ กราบเรียน คุณอาหมอที่นับถือ หนูชอบอ่านเรื่องป่าที่คุณอาเขียนมาก หนูอยากจะไปเที่ยวล่องป่ากับคุณอาหมอด้วย หนูเป็นคนแข็งแรง หนูเล่นบาสเกตบอลเสมอ เล่นแบดมินตันเสมอ เคยวิ่ง ๒๐๐ เมตรให้โรงเรียน เมื่อเร็วๆ นี้หนูลองเดินทางไกลจากพระโขนงไปปากน้ำหนูเดินถึง แต่เด็กผู้ชายและพี่ชายของหนูไปไม่ถึง หนูเข้าใจว่าหนูแข็งแรงเท่าเด็กผู้ชายอีกหลายคน หนูเคยรู้ว่าคุณอาหมอชอบไปกับพวกเด็กผู้ชาย ไม่เคยไปกับผู้หญิง คุณอาหมอคงกลัวว่าเด็กผู้หญิงออดแอด แต่หนูไม่ออดแอด ไม่ขี้แย หนูทำกับข้าวได้ หนูจะช่วยคุณอาหมอในเรื่องการหุงต้มได้มาก หนูถามคุณพ่อแล้ว ท่านว่าถ้าไปกับคุณอาหมอแล้ว ท่านอนุญาต ถ้าคุณอาหมอจะไปป่า คุณอาหมอโทรศัพท์บอกหนูที่โรงเรียนด้วย หนูเป็นครูอยู่ที่นั่นค่ะ ขอบคุณล่วงหน้าค่ะ โดยความนับถือจากหลาน หลานสาวที่รัก ขอบใจหลานมากที่นับถืออา อยากไปกับอา และขอขอบคุณคุณพ่อของหลานด้วยที่ไว้ใจอา ให้อาพาหลานไปเที่ยวป่าได้ จริงอย่างหลานว่า อาชอบไปเที่ยวกับผู้ชายและเด็กผู้ชาย ที่อาไม่ชอบไปกับผู้หญิงนั้น ไม่ใช่เพราะเห็นผู้หญิงอ่อนแอ แต่อาเห็นว่าเรื่องของผู้หญิงนั้น อะไรๆ มันก็มีมากกว่าผู้ชาย จะเอาให้กะทัดรัดกะฉับกะเฉงทะมัดทะแมงย่อๆ สั้นๆ อย่างในผู้ชายนั้นไม่ได้ อาเคยพาผู้หญิงไปเที่ยวป่าทีหนึ่งแล้ว อาเข็ดเกือบตาย เรื่องของผู้หญิงนี่มันมากจริงๆ อาจะเล่าเรื่องที่ทำให้อาเข็ดไม่อยากพาผู้หญิงเข้าป่าอีกก็คือ เมื่อ ๒-๓ ปีมานี้มีฝรั่งอุปทูตมหามิตรคนหนึ่งContinue reading “ป่ากับผู้หญิง”

เสือแมลงภู่

เรียน คุณอาหมอทราบ เสือแมลงภู่ หรือเสือแมงพู่ นั้น สะกดอย่างไรจึงจะถูก ในหนังสือ “สัตว์ป่าเมืองไทย” คุณอาไม่ได้กล่าวถึงสัตว์นี้ไว้เลย ผมอยากทราบว่าเป็นเสือชนิดไหน รูปร่างอย่างไร มีแถบไหน ดุไหม คุณอาเคยยิงได้บ้างไหม กรุณาเล่าเรื่องต่างๆ ของมันให้หลานฟังเป็นความรู้บ้าง หนูน้อย นิยมไพร หนูน้อย หลานรัก คำว่า เสือแมลงภู่ นี้จะสะกดอย่างไรอาก็ไม่ทราบแน่ หาดูในพจนานุกรมก็ไม่พบ แต่อานึกว่าคงจะสะกด “เสือแมลงภู่” เช่นนี้เห็นจะถูกแน่ คือหมายความว่าสีของเสือนั้นเป็นสีดำอย่างกับปีกหรือตัวของ “แมลงภู่” ซึ่งเป็นสีดำ คงไม่ใช่ “เสือแมงพู่” หรือ “เสือแมลงพู่” แน่เพราะเสือไม่มีอะไรเป็นพู่ไม่ใช่เรือหงส์ที่จะทรงพู่ห้อย คำว่าเสือแมลงภู่นี้ อาเข้าใจว่าเขาคงจะหมายความถึง “เสือโคร่งดำ” คงไม่ใช่หมายความถึง “เสือดาวดำ” แต่คนในบางป่าหรือบางเมือง อาจจะเรียกเลอะเลือนไป เรียกเอาเสือดาวดำเป็นเสือแมลงภู่ไปก็ได้ หลานถามว่า เสือแมลงภู่มีจริงไหม? คำถามนี้อาอึดอัดใจมาก เพราะตั้งแต่เกิดมาก็ไม่เคยเห็นเสือโคร่งสีดำเลยสักครั้ง มีแต่เสียงลือเสียงเล่าอ้างว่าคนนี้เคยเห็นคนนั้นเคยพบ แต่อาไม่เคยเห็นใครสามารถเอาตัวหรือเอาหนังมาพิสูจน์ให้เห็นประจักษ์กับตาจริงๆ ได้เลยสักครั้งเดียว เรื่องเสือแมลงภู่หรือเสือโคร่งดำนี้มีเสียงพูดกันบ่อยมาก ถ้าหากเขายืนยันว่ามีที่ไหน อามักจะตามไปดู และแทบทุกรายมันไม่ใช่เสือโคร่งดำ แต่เป็นเสือดาวดำต่างหากContinue reading “เสือแมลงภู่”

นกตามท้องนา

พวกนกกระจอก Sparrows นกพวกนี้มีปากหนาสั้นสำหรับขบเมล็ดพืช เช่นเมล็ดข้าวเปลือกให้แตก นกกระจอกบ้าน Tree Sparrow (1) ใครๆ ก็รู้จักเพราะมันมีเป็นรูปวงก้นหอยสีดำที่หู เป็นนกที่ดัดแปลงเปลี่ยนนิสัยให้กับสังคมของมนุษย์ เข้ามาทำรังอาศัยตามซอกหลังคาหรือตามรูกระบอกไม้ไผ่ในละแวกบ้านเที่ยวจิกหาแมลงและเมล็ดพืชกินตามลานบ้าน มันช่วยทำลายแมลงให้กับเจ้าของบ้าน แต่ไม่ใคร่มีใครรู้ถึงประโยชน์ของมันนักจึงเป็นนกที่อาภัพมาก มีคนใจร้ายชอบดักฆ่าถอนขนไปขายปลอมเป็นนกกระจาบ แต่ปากของมันเป็นสีดำไม่เหลืองอย่างปากนกกระจาบ นกกระจอกตาล Pegu House Sparrow (2) ตัวผู้ใต้คอดำ ไม่มีรูปก้นหอยสีดำที่หู ที่โคนปีกและหลังค่อนข้างแดง แต่ตัวเมียสีน้ำตาลแกมเหลือง ชอบทำรังด้วยหญ้าเป็นรังกลมๆ คล้ายลูกฟุตบอลตามต้นไม้ ที่รังนี้มีช่องเข้าออกทางข้างๆ ช่องหนึ่ง นกกระจอกชนิดนี้ไม่ชอบอยู่ในบ้าน แต่ชอบอยู่ตามท้องนาและตามไร่นอกบ้าน พวกนกเอี้ยงและนกกิ้งโครง Starlings and Mynas นกพวกนี้ในเมืองไทยมีถึง 13 ชนิด มีนิสัยคล้ายคลึงกันหลายชนิด ดังที่พวกนกที่ได้เห็นในภาพนี้ ส่วนมากมักเชื่องไม่ตื่นกลัวคนมากนัก มักเห็นหากินแมลงและเมล็ดพืชตามข้างทางบางครั้งรถยนต์ผ่านไปมาก็ไม่บินหนี ตอนพลบค่ำมักจะบินมาเกาะนอนรวมๆ กันบนต้นไม้ต้นเดียวกัน ก่อนจะนอนมักจะส่งเสียงคุยกันเถียงกันดังลั่นไปหมด นกเอี้ยงสาลิกา Common Myna (1) เชื่องคนมากกว่าชนิดอื่น บางครั้งก็เข้าไปตามร้านอาหารเที่ยวจิกอาหารตามพื้นห้องและบนโต๊ะอาหาร ชอบทำรังตามซอกหลังคาบ้าน หรือตามโพรงไม้ นกกิ้งโครงคอดำ Black-collaredContinue reading “นกตามท้องนา”

นกป่าดง

นกกระเต็นลาย (Banded Kingfisher) เป็นนกกินปลาขนาดกลางที่พบอยู่ตามป่าดงดิบทุกภาคแต่พบทางปักต์ใต้บ่อยกว่าภาคอื่นๆ ตัวผู้เป็นลายสีน้ำเงิน ตัวเมียลายเป็นสีน้ำตาล หน้าอกมีลายสีดำด้วย นกกินปลาชนิดนี้มีนิสัยเปรียวมาก ไม่ชอบอยู่ริมน้ำเหมือนนกกินปลาอื่น มักอยู่ห่างไกลน้ำ เพราะว่ามันชอบกินตั๊กแตนและแมลงต่างๆ มากกว่าปลา นกกระเต็นสร้อยคอสีน้ำตาล (Chestnut-collared Kingfisher) เป็นนกกินปลาขนาดกลางที่พบอยู่ตามป่าดงดิบทางปักษ์ใต้ ตัวเมียปีกเป็นสีเขียวทึมๆ และมีจุดเป็นสีน้ำตาล นกนี้ก็ไม่ชอบอยู่ใกล้ๆ น้ำเหมือนนกกินปลาอื่นๆ เพราะมันชอบหากิน กิ้งก่า จิ้งจกตามต้นไม้ ตลอดจนแมลงต่างๆ มากกว่ากินปลา นกหัวขวาน (Woodpeckers) เป็นนกที่มีปากตรงสำหรับเจาะไม้ ส่วนมากมีนิ้วตีนข้างหน้า 2 นิ้ว นิ้วหลัง 2 นิ้ว (เพื่อให้) ใช้เกาะกับต้นไม้ได้แน่นขนหางส่วนมากมี 4 คู่ เป็นขนแข็งสำหรับใช้ยันกับต้นไม้ เมื่อมันเกาะ มันกระเถิบขึ้นๆ ลงๆ ต้นไม้ ได้คล่องแคล่ว มันเจาะต้นไม้เพื่อกินตัวอ่อนของแมลงด้วงที่เจาะกินต้นไม้ให้เป็นรูลึกๆ นกนี้จึงเป็นประโยชน์แก่การอนุรักษ์ป่าไม้เป็นอันมาก นกหัวขวานมีลิ้นยาวเป็นพิเศษสำหรับยื่นเลื้อยไปตามรูหนอน แล้วเอาปลายลิ้นที่มีเงี่ยงแทงตัวหนอน ดึงตัวหนอนมาเข้าปากได้ นอกจากนั้นที่ปลายลิ้นยังมีคล้ายกับกาวแตะให้ติดไข่แมลงหรือตัวแมลงดึงกลับมาเข้าปากได้อีกด้วย นกหัวขวานตัวผู้หลายชนิดสามารถทำเสียงรัวดังไปได้ไกลๆ แทบไม่น่าเชื่อโดยใช้ปากเคาะรัวกับต้นไม้ที่ตายแห้งแล้ว มีคนสันนิษฐานว่ามันทำเสียงรัว(เช่นนั้น) เพื่อเรียกคู่ของมันไม่ให้หลงทางไปทิศอื่น หรือเพื่อประกาศเขตที่มันหากินให้นกหัวขวานตัวอื่นถอยหนีออกไปContinue reading “นกป่าดง”

นกสวน

พวกนกกระจิบ (Tailor birds) นกกระจิบเป็นนกเล็กๆ พวกหนึ่งที่รู้จักใช้ปากเย็บขอบใบไม้ด้วยเยื่อใยไม้ทำให้เป็นกรวยรังแล้วคาบเอาเยื่อใย ปุยนุ่นและฝ้ายมารองรัง เสร็จแล้วก็วางไข่ฟองเล็กๆ โตกว่าไข่จิ้งจกเล็กน้อย เพราะมันเป็นนกช่างเย็บฝรั่งจึงเรียกมันว่า Tailor birds แต่คนไทยชอบเรียกว่านกกระจิบตามสำเนียงที่มันร้องถี่ๆ ว่า “กะจิ๊บ กะจิ๊บ กะจิ๊บ” มักพบตามไร่สวนทั่วไป นกกระจิบมีแต่ในประเทศโซนร้อนราว 7 ชนิด และมีในประเทศไทยถึง 5 ชนิด แต่ที่เราพบเห็นกันบ่อยคือ นกกระจิบธรรมดา ซึ่งบางทีก็เรียกกันว่านกกระจิบ เพราะได้ยินมันร้องบอกชื่อตามในสวนทั่วไปทุกหนทุกแห่ง ตัวมันเล็กมาก และมักหากินอยู่ในพุ่มไม้จึงมักมองมันไม่ใคร่เห็น นกกระจิบธรรมดานี้ในฤดูผสมพันธุ์ (คือฤดูฝน) ตัวผู้จะมีขนหางเส้นกลางคู่หนึ่งยาวยื่นเลยขนหางอื่นๆ ออกไป มันชอบกระดกหางตั้งขึ้นไปเป็นทีๆ นกกระจิบสวนมีขนที่หน้าผากเป็นสีแดง ผิดจากนกกระจิบดง ที่บนหัวเป็นสีแดงถึงท้ายทอย นกกระจิบสวนร้องดัง “กะจิ๊บ กะจิ๊บ” แต่นกกระจิบดงร้องดัง “กรี๊ กรี๊ กรี๊” เป็นเสียงยาวๆ นกกระจิบดงเวลาตื่นเต้นเข้าก็มักพองขนคอให้เป็นขนสีดำๆ ที่คอและหน้าอก นกกระจิบตัวเล็กมากก็จริง แต่ถ้ามีนกอื่นหรือจิ้งเหลน กิ้งก่า หรือแม้แต่แมวเดินเข้าไปใกล้รังหรือลูกของมัน มันจะบินเข้าไปใกล้ทำท่าจะจิก และขับไล่ศัตรูให้ไปเสียให้พ้น น่าชมนัก พวกนกกาฝากContinue reading “นกสวน”

100 ปีหมอบุญส่ง เลขะกุล

100 ปีหมอบุญส่ง เลขะกุล นพ.บุญส่ง เลขะกุล เป็นผู้บุกเบิกงานอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติป่าไม้และสัตว์ป่าของไทย ในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ราวปี พ.ศ. 2480 เป็นต้นมา ประเทศไทยได้มีการเร่งรัดให้เกิดการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น เขื่อนขนาดใหญ่ การตัดถนนไปยังพื้นที่ทุรกันดารต่างๆ การขยายตัวของระบบการผลิตทางการเกษตรที่เน้นพืชเศรษฐกิจเชิงเดี่ยว และอุตสาหกรรมต่างๆมากยิ่งขึ้นการพัฒนาดังกล่าวได้ส่งผลกระทบให้เกิดการบุกเบิกพื้นที่ป่าทั้งที่อยู่อาศัย และพื้นที่ทำกินตลอดถึงการสัมปทานตัดไม้ซึ่งมีทั้งบริษัทต่างชาติเข้ามาลงทุน สิ่งเหล่านี้ได้ก่อให้เกิดเสื่อมโทรมของทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่าเป็นอย่างมาก ซึ่งในขณะนั้น ยังไม่มีกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่า แและแนวคิดเรื่องการอนุรักษ์ ก็ยังไม่เป็นที่รับรู้ เข้าใจและยอมรับกันอย่างแพร่หลาย นพ.บุญส่ง เลขะกุล เป็นผู้ที่ให้ความสนใจเรื่องป่าไม้และสัตว์ป่าหลายต่อหลายครั้งที่ นพ.บุญส่งได้เดินทางเข้าป่า สำรวจป่าไม้และสัตว์ป่าด้วยตัวเองในพื้นที่ต่างๆ ของประเทศไทย และประเทศข้างเคียง เช่น ลาว เขมร กัมพูชา และพม่า และนพ.บุญส่ง ยังได้มีการพบปะพูดคุยกับกลุ่มอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสัตว์ป่าในประเทศต่างๆ ความหวาดวิตกเกี่ยวกับการสูญเสียทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่า เริ่มเกิดขึ้นอย่างจริงจังเมื่อประเทศไทยมีการให้สัมปทานตัดไม้ และมีการใช้อาวุธ ยุทโธปกรณ์ที่เหลือจากสงครามโลก เช่น ปืนชนิดต่างๆ และรถจิ๊บ เข้าไปล่าสัตว์กันอย่างรุนแรง แม้กระทั่งในจังหวัดที่ใกล้เคียงกับกรุงเทพฯ เช่น กาญจนบุรี นครนายก ฉะเชิงเทรา เป็นต้น ในปี พ.ศ.Continue reading “100 ปีหมอบุญส่ง เลขะกุล”

การเผยแพร่ให้การศึกษาเกี่ยวกับแนวความคิดในเรื่องการอนุรักษ์

งานสำคัญที่รวมเอาแนวความคิดรวบยอดของการอนุรักษ์ ซึ่งเป็นผลงานจากความพยายามของนายแพทย์บุญส่ง ที่จะเผยแพร่หรือถ่ายทอดให้ความรู้ความเข้าใจแก่ประชาชนชาวไทยในเรื่องการอนุรักษ์ ก็น่าจะเป็นเรื่อง “หากป่าไม้ยังอยู่ยั้ง ยืนยง” ซึ่งได้ตีพิมพ์เป็นเล่มจากนิตยสารนิยมไพร ปีที่ 1 เล่ม 9-12 (กันยายน-ธันวาคม 2501) หนังสือเล่มนี้มีเรื่องใหญ่ก็คือ เรื่องป่าไม้ ซึ่งนายแพทย์บุญส่งได้รวบรวมเรื่องราวและเก็บข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องป่าไม้ของประเทศไทยไว้อย่างละเอียดลออและกว้างขวาง ได้แก่ ประโยชน์ของป่าไม้และเหตุแห่งความพินาศของป่าไม้เมืองไทย และวิธีแก้ไข ได้แก่ความบกพร่องของกฎหมายและการไม่รักษากฎหมาย ระเบียบราชการ การบุกรุกป่า และการใช้ทรัพยากรป่าไม้ที่สิ้นเปลืองโดยไม่สมควร การขาดการสนับสนุนในด้านวิธีการและงบประมาณจากรัฐบาล การทุจริตต่างๆ การฟื้นฟูการปลูกป่าไม่เหมาะสม ฯลฯ ส่วนสำคัญของหนังสือเล่มนี้ คือ ภาคหลังที่ว่าด้วย “ทรัพยากรธรรมชาติ” ที่ให้ความรู้ว่า ทรัพยากรธรรมชาติคืออะไร และอะไรที่เขาเรียกว่า “คอนเซิฟเวชั่น” ซึ่งนับได้ว่าเป็นการเผยแพร่ความรู้ในเรื่องการอนุรักษ์เป็นครั้งแรกในประเทศไทย (หมายเหตุ : ในระยะนั้น ยังไม่มีการใช้คำว่า “การอนุรักษ์”) นายแพทย์บุญส่ง ผู้เขียนได้บรรยายจำแนกแยกแยะไว้ครบถ้วน ได้แก่ ป่าไม้ สัตว์ป่า ดิน น้ำ แร่ ทิวทัศน์อันสวยงาม โบราณสถานและสถานที่สำคัญของชาติและคน ได้อธิบายความหมายของคำว่า คอนเซิฟเวชั่น ซึ่งแปลจากศัพท์ฝรั่งว่า “วิธีใช้ทรัพยากรอย่างฉลาด”Continue reading “การเผยแพร่ให้การศึกษาเกี่ยวกับแนวความคิดในเรื่องการอนุรักษ์”

งานและผลงานของนิยมไพรสมาคม (พ.ศ. 2495-2527)

การประชุมของนิยมไพรสมาคมที่พิพิธภัณฑ์ของหมอบุญส่ง นอกจากนิยมไพรสมาคมจะเปิดรับสมาชิกทั้งผู้ใหญ่และเยาวชนแล้ว งานและผลงานหลักที่สำคัญของสมาคมฯ นั้น สรุปได้ดังต่อไปนี้ การเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับพฤกษชาติและสัตว์ป่านานาชนิด เพื่อปลูกฝังนิสัยรักธรรมชาติให้แก่ประชาชน ตลอดจนเยาวชน ซึ่งนับเป็นกิจกรรมที่สำคัญที่สุดที่สมาคมฯ ได้กำหนดไว้เป็นวัตถุประสงค์ในข้อ (1) และข้อ (2) ซึ่งนายแพทย์บุญส่งผู้ทำหน้าที่เป็นเลขาธิการสมาคมฯ ก็ได้เป็นตัวจักรกลและหัวเรี่ยวหัวแรงที่สำคัญ ในการดำเนินการในข้อนี้อย่างมากมายและกว้างขวางในทุกๆ ด้าน อย่างชนิด “ลงมือทำเอง” เป็นส่วนใหญ่โดยไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย หรือการเสี่ยงอันตราย เขียนบทความเรื่องนกในประเทศไทย รวมทั้งรูปภาพที่เขียนเองและรูปถ่าย ลงในวารสารวิทยาศาสตร์เป็นประจำตั้งแต่ พ.ศ. 2498 และยังได้เขียนเรื่องเกี่ยวกับสัตว์ป่านานาชนิดลงในหนังสือพิมพ์สยามรัฐด้วย บรรยายประกอบการฉายสไลด์หรือภาพยนตร์ทั้งในสถานที่ของสมาคมเอง ตลอดจนเดินทางไปบรรยายตามโรงเรียนต่างๆ วัด มหาวิทยาลัย และสถาบันต่างๆ ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด เพื่อเผยแพร่ความรู้ให้แก่นักเรียน ประชาชน นักศึกษาระดับต่างๆ ตลอดจนทหาร ตำรวจ ไปบรรยายและฉายหนังสารคดีธรรมชาติและสัตว์ป่าในมหาวิทยาลัยต่างๆ ออกนิตยสารของสมาคมฯ โดยเริ่มออกนิตยสาร “นิยมไพร” เป็นนิตยสารรายเดือน เป็นเล่มแรกเมื่อเดือนเมษายน 2501 ซึ่งต่อมาได้พัฒนาเป็น “ข่าวนิยมไพร” (Conservation News) ซึ่งมีบทความและข่าวทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ และยังออกเป็นวารสาร “สารนิยมไพร” (Conservation forContinue reading “งานและผลงานของนิยมไพรสมาคม (พ.ศ. 2495-2527)”

นิยมไพรสมาคม

กำเนิด “นิยมไพรสมาคม” เพื่อดำเนินการตามเจตนารมณ์ในการอนุรักษ์ นายแพทย์บุญส่งจึงได้ริเริ่มดำเนินการเพื่อจัดตั้ง “นิยมไพรสมาคม” ขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2495 โดยได้ชักชวนผู้ทรงคุณวุฒิที่เป็นที่นับถือในสังคม ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ผู้ทรงคุณวุฒิในด้านการป่าไม้ การเกษตร แลเพื่อนๆ ของท่านที่เคยร่วมในการล่าสัตว์ป่าแบบเกมกีฬาสมัยก่อนและผู้สนใจมาร่วมเป็นกรรมการ โดยได้รับอนุญาตให้จดทะเบียนเป็นสมาคมเมื่อวันที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2496 วัตถุประสงค์ของนิยมไพรสมาคม ก็คือ เพื่อปลูกฝังนิสัยรักธรรมชาติแก่ประชาชน ตลอดจนยุวชน เพื่อศึกษาค้นคว้าและเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับพันธุ์พฤกษชาติ และสัตว์ป่านานาชนิด เพื่อส่งเสริมการคุ้มครอง และแพร่พันธุ์สัตว์ป่าที่เป็นประโยชน์ เพื่อส่งเสริมการปลูกบำรุงพันธุ์พฤกษชาติ และการเพาะเลี้ยงสัตว์ป่า เพื่อนำและส่งเสริมการเที่ยวป่า เพื่อช่วยรักษาไว้ซึ่งโบราณสถานและปูชนียสถาน ตลอดจนสถานที่ที่มีวิวทิวทัศน์อันสวยงาม ให้เป็นประโยชน์แก่ส่วนรวม ทั้งนี้ไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง คณะกรรมการของนิยมไพรสมาคมชุดแรก ประกอบด้วยกรรมการ 14 ท่าน โดยมี พระอินทร์สรศัลย์เป็นนายกสมาคมคนแรก นายแพทย์บุญส่งทำหน้าที่เป็นกรรมการและเลขานุการ ซึ่งต่อมา นายแพทย์บุญส่งก็ได้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการสมาคมฯ เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงที่สำคัญที่สุดในการดำเนินงานของสมาคมฯ มาโดยตลอด คณะกรรมการนิยมไพรสมาคมเข้าเฝ้าสมเด็จพระราชชนนี ณ วังสระประทุม 7 เมษายน 2508 หมอบุญส่งกับกลุ่มนิยมไพรสมาคม สิ่งที่สมาคมจะกล่าวถึงในที่นี้ก็คือ สำนักงานของนิยมไพรสมาคม ซึ่งก็ได้ใช้สถานที่ที่บ้านของนายแพทย์บุญส่งContinue reading “นิยมไพรสมาคม”