Boonsong Lekagul's Official Website

A topnotch WordPress.com site

ปูผู้แทน

คุณอาหมอครับ
พร้อมกับจดหมายฉบับนี้

ผมได้ส่งปูก้ามโตมาให้คุณอาหมอหลายตัว ปูเหล่านี้มีก้ามโตข้างเดียว บางตัวโตก้ามขาว บางตัวก็โตทางก้ามข้างซ้ายไม่เหมือนกัน ปูเหล่านี้ผมจับได้แถวบางปูนี่เอง ผมเห็นก้ามมันโตข้างเดียวคล้ายๆ กับผู้แทนราษฎรของเราที่ทำงานหนักจนแขนโตข้างหนึ่ง ผมเห็นรูปผู้แทนแขนโตในหน้าหนังสือพิมพ์บ่อยๆ ผมจึงเรียกปูก้ามโตข้างเดียวเหล่านี้ว่า ปูผู้แทน ผมเรียกของผมอย่างนี้จะถูกไหมครับ หรือคุณอาจะเรียกว่าปูอะไร เพื่อนๆ ของผมเรียกมันว่า ปูกวักมือ เพราะเห็นมันเอาก้ามข้างที่โตมากของมันโบก คล้ายกับว่ามันกวักมือเรียกใครอยู่เรื่อยๆ ทำไมมันจึงกวักมืออยู่เช่นนั้น คุณอาช่วยเล่าให้ผมฟังด้วย

ด.ช. เดชา ณ บางกะปิ

หนูเดชา หลานรัก

ปูที่หลานส่งมาตั้งกล่องนั้น น่าดูมาก ล้วนแต่เป็นปูตัวเล็กๆ ที่มีก้ามข้างหนึ่งโตกว่าตัวของมันเองเสียอีก ปูเหล่านี้มีชุกชุมมากตามชายเลนริมทะเลหรือตามริมคลองและริมแม่น้ำที่ใกล้ๆ ทะเล ตามแถวบางปูก็มีชุมมาก เวลาอาไปเที่ยวบางปูอามักปล่อยให้พวกหนุ่มๆ เขาไปเต้นรำกันที่ศาลาสุขตาหรือสุขใจตามอารมณ์หนุ่มของเขา ส่วนอานั้นแก่แล้ว อามักเลี่ยงไปเดินเล่นตามริมฝั่ง ตามชายฝั่งส่วนมากเป็นชายเลน แต่บางตอนก็แห้ง ดินแข็งพอเดินไปได้ ไปดูนก ดูปู ดูหอยตามธรรมชาติของมัน

ปูก้ามโตที่หลานส่งมานี้ อานั่งเลือกๆ ดูเห็นมันมีด้วยกันเป็น ๒ ชนิด ชนิดหนึ่งตัวเล็กหน่อย ก้ามข้างหนึ่งโตมาก โตจนปิดบังตัวเองมิดทีเดียว ชนิดนี้ชาวบ้านเขามักเรียกว่า ปูเปี้ยว ฟังดูไม่เพราะ ไม่มีความหมายอะไรเสียเลย เด็กๆ ชาวบางกอกเขาเรียกมันว่า ปูนักเลงบ้าง ปูกวักมือบ้าง หาว่ามันมีอาชีพในทางยกมือ ปูชนิดนี้ อาเคยเก็บดองแอลกอฮอล์ แล้วส่งไปถามที่พิพิธภัณฑ์ต่างประเทศดู เขาบอกมาว่า มันชื่อ The calling crab มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Uca manii

ปูอีกชนิดหนึ่งที่หลานส่งมานั้น ตัวโตกว่าชนิดก่อนหน่อย ก้ามอันใหญ่ของมันนั้นทั้งใหญ่และยาวกว่าตัวก่อนมาก ชนิดนี้ชาวบ้านเขาเรียกกันว่า ปูก้ามดาบ ชื่อนี้อาชอบเหลือเกิน เพราะมันมีความหมายว่า ก้ามอันใหญ่ของมันนั้นยาวอย่างกับดาบแต่มันดีที่ได้แต่วางก้ามไปอย่างนั้นเอง มันไม่เคยใช้ดาบ ใช้อำนาจคอร์รัปชันเหมือนนายพลดาบใหญ่ อำนาจมากอย่างในบางประเทศเขาเลย ปูชนิดนี้ฝรั่งเรียกว่า The calling crab หรือ Fiddler crab มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Uca dussumieri

ปูเปี้ยวและปูก้ามดาบเหล่านี้ ในเมืองไทยมีอยู่หลายชนิดเหมือนกัน นอกจากปูเปี้ยวชนิด Uca manii และปูก้ามดาบชนิด Uca dussumieri ที่หลานจับได้ที่บางปูแล้ว ในอ่าวไทยยังมีชนิด Uca marionis ซึ่งเคยพบแถวบางปะกง ชนิด Uca annutipes ซึ่งเคยพบแถวเกาะสมุย และชนิด Uca manonis แถวจังหวัดภูเก็ต เป็นต้น ปูผู้แทนชนิดต่างๆ เหล่านี้มีรูปร่าง สีสัน และขนาดผิดๆ กันไปบ้าง แต่มีลักษณะสำคัญที่เหมือนกันอยู่อย่างหนึ่งคือ ชอบวางก้ามจนเป็นนิสัย ชอบยกมือเป็นอาชีพจนแขนข้างหนึ่งโตบังตัวมิดไปเลย

ปูเหล่านี้บางตัวก้ามขวาใหญ่ บางตัวก้ามซ้ายใหญ่ ทำให้น่าคิดไปว่ามันเป็นปูคนละตระกูล แต่ที่แท้เป็นปูในตระกูลเดียวกันคล้ายๆ กับผู้แทนราษฎรของเราอย่างที่หลานว่านั่นเหมือนกัน บางคนก็ถนัดซ้าย บางคนก็ถนัดขวา แต่ทว่าพวกถนัดซ้ายไม่ใคร่มีเวลายกมือบ่อยสู้พวกถนัดขวาไม่ได้ เขามีเวลายกมืออย่างได้ระเบียบกันเรื่อยๆ ฉะนั้น จึงได้มีภาพล้อผู้แทนแขนโตอย่างกับปูก้ามโตที่หลานส่งมาให้ดูนั้นบ่อยๆ ฉะนั้น ที่หลานไปตั้งชื่อเรียกปูนี้ว่า ปูผู้แทน นั้น ก็มีเหตุผลน่าฟัง แต่เราเป็นเด็ก เป็นเล็ก อย่าไปล้อเลียนผู้ใหญ่เล่นเลย อาคิดว่าผู้แทนบางคนท่านก็ได้ทำหน้าที่ของท่านด้วยความบริสุทธิ์ใจของท่านดีแล้ว แต่ผู้แทนประเภทเฮงซวยที่หวังจะเป็นใหญ่เป็นโตเพื่อคอร์รัปชันหรือใช้อำนาจอิทธิพลกอบโกยทรัพยากรของชาติมาเป็นสมบัติของตัวก็มีมาก หน้าที่ของหลานในตอนนี้ก็หัดยกมือในชั้นไปก่อนเท่านั้น

ปูชนิดที่หลานส่งมานี้จะมีก้ามโตก็แต่เฉพาะตัวผู้เท่านั้น ส่วนตัวเมียเขาเสงี่ยมเจียมตัว เขามีแต่ก้ามเล็กๆ ทั้งสองข้างไว้สำหรับหยิบอาหารเข้าปากกินเท่านั้น แต่เวลาที่เราไปเห็นปูเหล่านี้ตามชายทะเลนั้น เรารู้สึกว่าจะมีแต่ปูตัวผู้เต็มไปหมด ตัวเมียมีน้อยกว่าตัวผู้ตั้งหลายเท่า

ที่บางคนเรียกว่าปูกวักมือนั้น อาชอบมาก ดูตรงกับชื่อภาษาอังกฤษที่เรียกว่า The Calling crab ตรงตัวทีเดียว ที่เขาเรียกกันเช่นนั้นก็เพราะมันใช้แขนข้างใหญ่ของมันกวักมืออยู่เรื่อยๆ มันกวักเป็นจังหวะอยู่ทุกๆ ๒-๓ วินาที และกวักพร้อมๆ กันทั้งหมู่ จึงทำให้น่าดูขึ้นอีกไม่น้อยทีเดียว เป็นเรื่องที่น่าคิดมากว่า ทำไมมันจึงกวักมืออยู่เช่นนั้นเรื่อยๆ บางคนอธิบายว่ามันกวักเพื่อท้าทายตัวผู้อื่นเพื่อจะต่อสู้แย่งตัวเมีย ฉะนั้น บางคนจึงชอบเรียกมันว่าปูนักเลง แต่ดูๆ แล้วเห็นจะไม่ใช่เพราะเหตุนี้ เพราะเห็นมันกวักท้ากันอยู่เรื่อยๆ นานๆ จึงจะเห็นมันต่อสู้กันเสียสักคู่หนึ่ง การต่อสู้นั้นเท่าที่อาเคยไปนั่งสังเกตดู เห็นว่ามันจะเกิดต่อสู้กันก็เมื่อตัวหนึ่งล้ำเข้าไปหากินในถิ่นของอีกตัวหนึ่ง จึงถูกตัวเจ้าของถิ่นเรียกแป๊ะเจี๊ยะ จึงได้เกิดต่อสู้ขับไล่กันขึ้น ไม่ใช่เพราะต่อสู้เพื่อแย่งนางอย่างศึกหน้านางเลย

บางคนเขาอธิบายว่า มันกวักมืออยู่เรื่อยเช่นนั้นเพื่ออวดพวกนางสาวว่า ก้ามของใครโตกว่า นางจะเลือกอันโตหรืออันเล็ก ก็เชิญเลือกได้ตามชอบของนาง แต่เขาว่าปูตัวเมียมักจะชอบอ้ายก้ามอันโตๆ เช่นเดียวกับนางสาวหรือนางไม่สาวของเราที่ชอบอะไรๆ ที่โตๆ ชอบตึกโตๆ ชอบรถเก๋งคันโตๆ ถือสุภาษิตเสียว่า เป็นเมียน้อยคนโตๆ ดีกว่าเป็นเมียหลวงคนเดินถนนต้อยๆ ฉะนั้น ตัวผู้จึงกวักมืออวดเบ่งกันอยู่เช่นนั้นเรื่อยๆ ฟังดูเผินๆ แล้วก็น่าฟัง เพราะสีสันของก้ามใหญ่นี้ก็มีสีแดงสวยงามสะดุดตาน่าดูมาก แต่เท่าที่อาเคยนั่งสังเกตดู อาเห็นว่าตัวเมียมันก็ไม่ได้เอาใจใส่ต่อการอวดเบ่งหรืออวดก้ามของพวกหนุ่มๆ เหล่านั้นเลย นางเดินมากิน หยิบโน่น หยิบนี่เข้าปากกินอยู่เรื่อยไป ปล่อยให้พวกหนุ่มอวดเบ่งไปตามเทรดิชันของมันโดยนางไม่ได้เอาใจใส่เลย
บางคนเขาอธิบายว่า มันมีก้ามอันใหญ่ๆ เช่นนั้นไว้เพื่อต่อสู้ เวลามันต่อสู้มันมักใช้อ้ายก้ามอันใหญ่นี้จับก้ามใหญ่ของอีกตัวหนึ่ง จับหนีบกันไว้แล้วก็ดึงกันไปมาแต่โดยมากมันมักต่อสู้กันไม่ทันถึงพริกถึงขิง อ้ายตัวที่ก้ามเล็กกว่าจะแจวหนีไปเสียก่อน บางทีพอประหมัดกันยังไม่ทันจะลงหมัดลงมือกันสักหน่อย อ้ายตัวเล็กเห็นก้ามของเขาโตกว่าของตัวก็ตัดสินใจแจวเสียก่อนแล้ว รู้สึกว่ามันไม่ใช่นักสู้ เป็นแต่เพียงนักเบ่ง ได้แต่เที่ยววางก้ามเสียมากกว่า

อาเคยขุดรูปูอย่างว่านี้ลงไปดูว่ามันลึกสักแค่ไหน พบว่ามันลึกราวๆ สัก ๑ ฟุตหรือ ๑ ศอก ปูเหล่านี้ขยันพอใช้ พอว่างจากการหากินแล้วก็มักพยายามใช้เวลาขุดและแต่งรูของตัวอยู่เรื่อยๆ มันลงไปขุดแล้วอุ้มขี้ดินเป็นก้อนกลมๆ ขึ้นมา มันใช้เท้า ๓-๔ เท้าของข้างหนึ่งอุ้มขี้ดินนั้นขึ้นมาแล้วเดินไปด้วยขาที่ว่างอยู่ เดินเลยปากรูไปสักคืบ มันก็โยนขี้ดินทิ้ง เวลาที่มันโยนขี้ดินนี้น่าดูมาก พอมันโยนขี้ดินทิ้งแล้วมันจะชูตาอันยากทั้งสองของมันขึ้นดูอะไรๆ รอบๆ แล้วก็วิ่งกลับไปที่รูของมันใหม่อย่างรวดเร็ว เวลาปูวิ่งหรือเดินนี้ มันไม่ได้เดินไปข้างหน้าหรือมาข้างหลัง แต่มันเดินตรงไปทางซ้ายหรือทางขวาเท่านั้น

ตาของพวกปูนี้ไวอย่างบรมทีเดียว พอเราขยับตัวนิดเดียว มันวิ่งปรู๊ดไปลงรูเลย พอเงียบอยู่สักครู่มันจะค่อยๆ โผล่ขึ้นมา ชูตาอันมีก้ามยาวขึ้นมาดูผู้รุกราน จนแน่ใจว่าไม่มีอันตรายแล้วจึงจะขึ้นมาใหม่ เวลาน้ำขึ้นมาจะถึงปากรู มันจะขนเอาขี้ดินมาอุดปากรูจนมิด คล้ายกับว่าจะไม่ให้น้ำเข้าไปในรูป แต่ถึงน้ำจะไม่เข้าไปทางปากรูมันคงไหลซึมเข้าไปทางข้างรูได้

ปูนี้ก้ามหลุดง่ายพอใช้ เวลาเราตะครุบจับตรงก้ามของมันได้ มันมักจะบิดตัวให้หลุดออกไปจากก้ามเลยทีเดียว เขาว่ากันว่า ก้ามปูเหล่านี้เวลาหลุดไปแล้วมันจะงอกก้ามใหม่ขึ้นมาใช้แทนก้ามเก่าได้อีก อ้ายเรื่องนี้จะจริงเท็จสักแต่ไหน หลานลองๆ สังเกตดูแล้วบอกอาบ้าง_

ปูผู้แทนหรือปูอวดเบ่งของหลานนี้ ความจริงเป็นธรรมชาติที่สวยงามน่าดูมาก อาเคยเอาหนังสีไปถ่ายมาฉายดูเล่น รู้สึกว่ามันเป็นภาพที่น่าดูคล้ายกับหนังเรื่องสัตว์ของวอลท์ ดิสนีย์มากทีเดียว
(จาก: หนังสือธรรมชาตินานาสัตว์ เล่ม ๒)

ป่ากับผู้หญิง

๒๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๙๘
กราบเรียน คุณอาหมอที่นับถือ

หนูชอบอ่านเรื่องป่าที่คุณอาเขียนมาก หนูอยากจะไปเที่ยวล่องป่ากับคุณอาหมอด้วย หนูเป็นคนแข็งแรง หนูเล่นบาสเกตบอลเสมอ เล่นแบดมินตันเสมอ เคยวิ่ง ๒๐๐ เมตรให้โรงเรียน เมื่อเร็วๆ นี้หนูลองเดินทางไกลจากพระโขนงไปปากน้ำหนูเดินถึง แต่เด็กผู้ชายและพี่ชายของหนูไปไม่ถึง หนูเข้าใจว่าหนูแข็งแรงเท่าเด็กผู้ชายอีกหลายคน

หนูเคยรู้ว่าคุณอาหมอชอบไปกับพวกเด็กผู้ชาย ไม่เคยไปกับผู้หญิง คุณอาหมอคงกลัวว่าเด็กผู้หญิงออดแอด แต่หนูไม่ออดแอด ไม่ขี้แย หนูทำกับข้าวได้ หนูจะช่วยคุณอาหมอในเรื่องการหุงต้มได้มาก หนูถามคุณพ่อแล้ว ท่านว่าถ้าไปกับคุณอาหมอแล้ว ท่านอนุญาต ถ้าคุณอาหมอจะไปป่า คุณอาหมอโทรศัพท์บอกหนูที่โรงเรียนด้วย หนูเป็นครูอยู่ที่นั่นค่ะ ขอบคุณล่วงหน้าค่ะ

โดยความนับถือจากหลาน

หลานสาวที่รัก

ขอบใจหลานมากที่นับถืออา อยากไปกับอา และขอขอบคุณคุณพ่อของหลานด้วยที่ไว้ใจอา ให้อาพาหลานไปเที่ยวป่าได้

จริงอย่างหลานว่า อาชอบไปเที่ยวกับผู้ชายและเด็กผู้ชาย ที่อาไม่ชอบไปกับผู้หญิงนั้น ไม่ใช่เพราะเห็นผู้หญิงอ่อนแอ แต่อาเห็นว่าเรื่องของผู้หญิงนั้น อะไรๆ มันก็มีมากกว่าผู้ชาย จะเอาให้กะทัดรัดกะฉับกะเฉงทะมัดทะแมงย่อๆ สั้นๆ อย่างในผู้ชายนั้นไม่ได้ อาเคยพาผู้หญิงไปเที่ยวป่าทีหนึ่งแล้ว อาเข็ดเกือบตาย เรื่องของผู้หญิงนี่มันมากจริงๆ

อาจะเล่าเรื่องที่ทำให้อาเข็ดไม่อยากพาผู้หญิงเข้าป่าอีกก็คือ เมื่อ ๒-๓ ปีมานี้มีฝรั่งอุปทูตมหามิตรคนหนึ่ง เขาชอบไปเที่ยวป่ากับอาเสมอ ความจริงแกเป็นคนใจบุญยิ่งกว่าคนไทยเสียอีก แกเป็นนักนิยามไพรที่แท้จริง คือแกชอบไปเที่ยวชมธรรมชาติ แกชอบไปชมป่าชมต้นไม้และดอกไม้ป่า ชมนกและชมสัตว์ต่างๆ ที่แกชอบมากที่สุดก็คือ ชอบเอากล้องส่องไปส่องดูนกอย่างที่เขาเรียกกันว่า Bird watching เรื่องเบิร์ดวอชชิงนี้ครั้งแรกอาก็เห็นเป็นเรื่องของคนบ้าๆ บอๆ นึกไม่ออกว่ามันจะสนุกตรงไหน ในสมัยนั้นอุปทูตคนหนึ่งแกชอบมาก แกชวนอาไปเที่ยวดูนกเนืองๆ เวลาไปกับแก แกไม่ให้ใครยิงนก แต่แกชอบเอากล้องส่องดู อาเลยยืมแกดูบ้างจึงได้เห็นว่านกที่เราเห็นภายในกล้องนั้นมันสวยกว่าที่เราเห็นด้วยตาเปล่ามากทีเดียว เราเห็นดวงตาของมันแจ๋วแหวว เห็นชัดจนกระทั่งว่านัยน์ตามันสีอะไร ขนของมันเราก็เห็นได้ชัดเจนแทบทุกเส้นขน เวลามันร้อง เราก็เห็นกระทั่งว่าลิ้นของมันกระดกขึ้นลงอย่างไร และด้วยการส่องกล้องนี้แหละ มันทำให้เราเรียนรู้นิสัยใจคอของนกได้ดีมาก เบิร์ดวอชชิงนี้ทางต่างประเทศเขานิยมกันมากๆ พอถึงวันเสาร์วันอาทิตย์ พวกนักชมนกหรือ Bird watchers เหล่านี้เขาจะนัดกันไปชมนก โดยมากในกลุ่มหนึ่งๆ เขามีคนเก่งเรื่องนกหรือปักษีวิทยาไปด้วยคนหนึ่ง เผื่อใครสงสัยอะไรในเรื่องนกเขาจะได้อธิบายให้ฟัง เขาว่าที่ต่างประเทศ เมืองหนึ่งๆ มีสมาคมนักชมนกตั้งขึ้นตั้งหลายๆ สมาคม เขาว่าแม้แต่ในโตเกียวเองก็มีตั้งเป็นสิบๆ สมาคม ต่างประเทศที่เขาเจริญแล้ว เขาชอบชมมากกว่าชอบยิง เขาจะยิงกันบ้างก็แต่พวก Game Birds เช่น นักปากซ่อม นกกระทา หรือนกอะไรที่บินเปรียว ยิงยากและกินอร่อยเท่านั้นเอง ไม่ได้ยิงกันพร่ำเพรื่อ เห็นอะไรกระดุกกระดิกไม่ได้อย่างในเมืองเรา

เอ้า ! อาว่าอาจะเล่าถึงเรื่องที่อาเข็ดไม่อยากจะพาผู้หญิงเข้าป่า แต่ทำไมไปเล่าถึงเรื่องนักชมนกเสียจนเพลิน จะย้อนกลับไปเล่าตอนต้นกันใหม่ คือบ่ายวันเสาร์วันหนึ่งท่านอุปทูตโทรศัพท์มาบอกว่าจะขอไปเที่ยวชมนกตามป่ากับอาตามเคยด้วย อาก็บอกว่า “โอเค ออลไรต์ จะไปก็ไป” แต่เวลาท่านมาขึ้นรถที่บ้านของอากลับไม่ได้มาดัวคนเดียว พาคุณแม่และคุณแหม่มอะไรมาด้วยอีก ๒ คน แก่ๆ หน่อยคนหนึ่ง และอีกคนหนึ่งสาวเฟี้ยวไปเลย แต่ละคนแต่งตัวแบบเวสต์เทินมาเต็มเหนี่ยวเขาลงจากรถได้ก็มาทำตาละห้อยถามอาว่า “เม ไอ โก ฮันติ้ง วิท หยู โอพลิส เดียดอด” อาก็ตอบว่า “โอเค ออลไรต์ จะไปก็ไป” อาไม่เคยขัดใจใคร

วันนั้นอาจะไปดูนกเป็ดน้ำที่บึงหัวทรายขาวที่ราชบุรี เลยจอมบึงไปทางทิศตะวันตกอีกไกล เราออกจากกรุงเทพฯ บ่ายโมงวันเสาร์ไปถึงหมู่บ้านทุ่งนกกระเรียนราวสัก ๓ ทุ่ม เราไปถึงช้ากว่าที่เราคิดไว้มาก เพราะตลอดทางเราหยุดรถเอากล้องส่องดูนกป่าแปลกๆ เรื่อยมาตลอดทาง
เพราะว่ามีฝรั่งมังค่ามาเต็มรถ และเป็นฝรั่งแหม่มเสียด้วย จะไปกางเต็นท์นอนเล่นตามชายป่าอย่างที่เคยๆ ก็ไม่เหมาะ ฉวยมีมือดีมาจี้หรืออะไรกันขึ้นก็จะเกิดเรื่องไม่งาม อาจึงแวะเข้าอาศัยนอนที่บ้านผู้ใหญ่ซึ่งคุ้นเคยกับอาดี
พอขนของขึ้นบ้านเสร็จเรียบร้อย แม่แหม่มทั้งหลายก็ค่อยๆ มากระซิบถามอาว่า “แวอิส ทอยเล็ต รูม”
โอ๋ ! จะมาหาห้องน้ำ ห้องทอยเล็ตรูม กันยังไงที่นี่ อาเห็นลูกสาวผู้ใหญ่บ้านอยู่ใกล้ๆ ก็เรียกมาถามว่า “หนู ห้องน้ำ ห้องส้วมมีบ้างไหม”
ลูกสาวผู้ใหญ่บ้านแกกลับถามว่า “ห้องน้ำห้องส้วมเป็นยังไหง ไม่เคยได้ยิน”
“เอ ! แล้วที่หนูไปถ่ายทุกข์กันน่ะ ไปที่ไหนกัน”
“อ๋อ ! ไปทุ่งนะรึ จะไปทุ่งก็ต้องไปตามทุ่งสิจ๊ะ” ลูกสาวผู้ใหญ่แกว่า
อากำลังจนปัญญา ก็บอกกับแกว่า “เออดีแล้วหนู หนูเคยทุ่งที่ไหนก็พาแกไปที่นั่น ถ้าพูดกันไม่รู้เรื่อง ก็เอามือชี้ๆ แล้วทำท่าใช้ใบ้ให้แก่ทำธุระของแกก็แล้วกัน”
เออพันทุกข์ไปที แม่ลูกสาวผู้ใหญ่ก็พาแม่แหม่มทั้งสามลงบ้านไป อาก็จัดแจงถอนขนไก่ป่า ๒ ตัว และถลกหนังกระต่ายป่าอีกตัวหนึ่งที่ยิงมาได้ตอนมากลางทางแล้วอาก็ต้องลงมือทำอาหารฝรั่งที่อารู้ๆ อยู่บ้าง คือ กระต่ายนั้นย่างจิ้มซอส ไก่ตัวหนึ่งทอดจิ้มน้ำซอส ไก่อีกตัวหนึ่งต้มซุป คือ สับๆ ต้มลงไปทั้งตัว แล้วใส่เกลือลงไปหยิบมือหนึ่ง เท่านี้ก็เป็นเมนูฝรั่งได้เต็มอัตรา พอแก้ขัดไปได้ทีหนึ่ง
อากำลังยุ่งอยู่ในครัว แม่แหม่มทั้งสามก็กลับมา คุยกันล้งเล้งอย่างกับฝรั่งแต้จิ๋วมาแต่ไกล พอขึ้นมาบนบ้าน ท่านอุปทูตก็ถามว่า “ออลไรต์ เดียร์”
“เทอริเบิล เทริเบิล โอเดียร์” เสียแม่แหม่มคนหนึ่งตอบ แปลว่า “ไม่ไหว ไม่ไหว”
อาก็ตกใจ ว่ามันเกิดเรื่องราวกันขึ้นอย่างไร ถึงว่าไม่ไหว แม่แหม่มคนหนึ่งก็แย่งเล่าให้ฟัง
“ห้องส้วมอะไร เธอรู้ไหม กลางทุ่งแจ้งๆ นั่นเอง”
“แล้วเดือนก็หงายอย่างกะกลางวัน” อีกคนหนึ่งต่อ
“แต่เรา .. เต็มแย่ .. ก็ต้องแข็งใจ แต่-โอเดียร์ ! .. หมู โอ มายกอด ! หมูใหญ่สองตัว หมาเขี้ยวยาวอีกตัวหนึ่งมันจ้องอยู่ข้างหลังฉัน พอฉันอึมันก็แย่งกันสกรัมเข้ามาใต้ก้นฉัน.. โอเดียร์ ! ต้องคลานเขยิบหนีมันเรื่อย .. โอ ! เทอริเบิล เทริเบิล !”
แม่แหม่มคนสาวบอกว่าแกไม่เคยกับส้วมแบบกั้นด้วยฟ้าเช่นนี้ แกกระดากเลยทำธุระอะไรไม่ได้ ส่วนแหม่มคนแก่หน่อยนั้น แกอ้วนไปหน่อย นั่งแบบ “ทุ่ง” ไม่ถนัด เลยตัดสินใจเก็บเอาไปจัดการที่บางกอก
นี่แหละหลาน อาว่าสำหรับเมืองไทยเรานี้ ถ้ากระทรวงวัฒนธรรมจะปลูกฝังวัฒนธรรมอะไรขึ้นก่อนสักอันหนึ่งแล้ว อาว่าจะต้องปลูกวัฒนธรรมใช้ส้วมเสียก่อนอื่น อาสังเกตดูว่านอกจากในบางกอกแล้ว บ้านนอกออกไปไม่ค่อยนิยมใช้ส้วมกันเลย บางคนตื่นเช้าก็ไปทุ่ง คือ ไปนั่งกันตามทุ่งนา บางคนก็ไปท่า คือไปนั่งเรียงกันตามท่าน้ำหรือชายทะเล แปลกพิลึก
พออาทำกับข้าวฝรั่งของอาเสร็จ คือ ปิ้งจิ้มน้ำซอส ย่างจิ้มน้ำซอส ทอดจิ้มน้ำซอส เสร็จแล้วก็ยกมาให้ แต่เจ้ากรรม พออาล้วงไปเอาช้อนในถุงย่าม อาจึงนึกขึ้นได้ว่าอาลืมเอาช้อนมา สำหรับตัวอุปทูตนั้นไม่เป็นไร แต่แม่แหม่มทั้งสามคนสิแย่ แกเปิปข้าวไม่เป็นเสียเลย ว่ากันให้เลอะไปตั้งแต่ปลายจมูกลงมาจนถึงข้างแก้มไปเลย

อ้ายเรื่องการนอนคืนนั้นก็ยุ่งอีก ผู้ใหญ่บ้านแกมีเสื่อเพียง ๒ ผืน อากับทานอุปทูตไม่ต้องนอนเสื่อ นอนกับฟางเราก็นอนกันได้ ท่านอุปทูตแกบอกว่า แกเคยนอนกับอาเช่นนี้มา ๒-๓ ครั้ง แกชินแล้วแกนอนได้ แต่แม่แหม่มนั่นสิ เราอุตส่าห์ให้เสื่อแกนอนทั้ง ๒ ผืน แกก็ยังบ่นว่าฟากมันแข็งอย่างกับก้อนหินสักร้อยก้อนอยู่ใต้ซี่โครงของแก อาเลยต้องไล่แกไปนอนในรถหมดทั้งสามคนไปเลย

ตอนเช้าก่อนอาหาร เราพากันเอากล้องไปส่องชมนกรอบๆ หมู่บ้าน แล้วเลยยิงนกเปล้ามาทำอาหารอีกพวงหนึ่ง พอกลับมาถึงบ้าน แม่แหม่มทั้งสามเขาบอกว่าเขาคัน เขาเหนะหนะตัวอยากจะอาบน้ำ ถามอาว่าเขาอาบน้ำกันที่ไหน อาก็ว่าเขาตักอาบกันที่บ่อ หรือจะตักมาใส่โอ่งอาบที่โอ่งหัวกระไดก็ได้
พออาชี้บ่อน้ำ ชี้โอ่งน้ำให้แกดู แกก็เลิกคิ้ว ทำเบิ่งตาโต อาจึงนึกขึ้นได้ว่าพวกแหม่มพวกนี้เขาจะนุ่งผ้าขาวม้าอาบแบบไทยๆ ก็ไม่ได้ ธรรมเนียมแหม่มเขาอาบกันอย่างไร อาไม่เคยมีเมียแหม่มอาก็ไม่รู้ธรรมเนียมของเขา ครั้นจะให้นุ่งผ้ากระโจมอกก็คงจะไม่เคยและแกคงไม่กล้า เพราะพอรุ่งเช้าขึ้นชาวบ้านเขาพากันมานั่งดูฝรั่งหรือคนเผือกอยู่เต็มลานบ้าน ตั้งแต่ออกจากท้องพ่อท้องแม่ ชาวบ้านพวกนี้ไม่เคยเห็นคนเผือกตาขาวผมแดงกันเลย เคยเห็นกันบ้างก็แต่แขกปาทานหนวดแดงเคราแดงที่เคยไปซื้อวัวซื้อควายมาส่งถนนตกเท่านั้นเอง

อาอยากจะเอาใจแม่แหม่มเขาหน่อย อาก็ว่าจะทำห้องน้ำให้อาก็จัดแจงเอาเต็นท์เดินป่าของอามากั้นขึ้นข้างหัวกระไดจะให้แกอาบน้ำแต่พอยกเต็นท์ขึ้นได้อ้ายพวกเด็กๆ และชาวบ้านก็ยิ่งแตกตื่นกันใหญ่ ร้องบอกกันต่อๆ ไปว่า หมอจะทำห้องถ้ำมองบ้าง หมอจะตั้งโรงฉายหนังโฆษณายาบ้าง พวกชาวบ้านก็แห่กันมาดูเสียรอบเต็นท์ บางคนยังแถมเลิกผ้าเต้นท์ก้มดูเข้าไปอีกว่าข้างในเขาจะทำอะไรกัน

พอกั้นเต็นท์ให้เสร็จแล้ว อาก็หันมาบอกกับแม่แหม่มทั้งสามว่า “โอเค ออลไรต์ เชิญเข้าไปอาบน้ำได้” แกก็มองรอบๆ เต็นท์ แล้วมองไปดูคนที่มุงดูอยู่รอบๆ แกเลิกคิ้วทำตาโตกับอาอีก “แทงคิว ฉันได้นั่งพักค่อยหายเหนื่อย ฉันค่อยรู้สึกหายร้อน รู้สึกชักจะหนาวหนาว ไม่ต้องรบกวนเรื่องอาบน้ำอีกแล้ว”
นี่แหละหลายเอ๋ย เรื่องที่จะพาผู้หญิงไปเที่ยวป่าอย่างแฟนผู้ชายนั้นลำบากอย่างนี้แหละ ฉะนั้น อาจึงไม่ย่อมพาผู้หญิงเข้าป่าเลย หากหลานๆ ผู้หญิงอยากไปเที่ยวชมนกชมป่ากันเล่นแถวใกล้ๆ เช้าไปเย็นกลับได้ไม่โกลาหลมากนัก อาก็อยากพาไปบ้างเพื่อไม่ให้ขัดศรัทธา อยากให้ทั้งหลานหญิงหลานชายชอบธรรมชาติ และเฉพาะอย่างยิ่งอาอยากจะให้พวกเราคนไทยชอบการชมนก หรือ Bird watching แทนการยิงนกขึ้นมาอีกสักอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นการเล่นหรือการฆ่าเวลาที่สนุกและเพลิดเพลินใจอย่างมาก นอกจากนั้นยังได้ทั้งการออกกำลังกาย และยังได้ความรู้เรื่องธรรมชาติของนกอีกมากชนิด
การชมนกจะทำให้พวกเรามีความเพลิดเพลินอย่างใหม่ขึ้นมาอีกอย่างหนึ่งจะทำให้เราสนใจและรักนก และไม่อยากยิงหรือฆ่านกกันอีกต่อไป ถ้าหลานๆ อยากจะไปกันอาก็ติดต่อกับอาได้ ว่างๆ วันเสาร์วันอาทิตย์ อามักชวนกันไปเที่ยวชมนกอย่างว่านี้เสมอ แต่เรื่องไปนอนค้างแรมกับผู้หญิงอย่างที่อาเล่ามาให้ฟังแล้วนั้น อาไม่ชอบ ผุ้หญิงมีเรื่องมาก มักจะยุ่งยากจนหมดสนุก และทั้งอาผู้หญิงเขาก็ไม่ชอบให้อาไปอย่างว่านั้นนักด้วย
(จาก หนังสือธรรมชาตินานาสัตว์ เล่ม ๑)

เสือแมลงภู่

เรียน คุณอาหมอทราบ

เสือแมลงภู่ หรือเสือแมงพู่ นั้น สะกดอย่างไรจึงจะถูก ในหนังสือ “สัตว์ป่าเมืองไทย” คุณอาไม่ได้กล่าวถึงสัตว์นี้ไว้เลย ผมอยากทราบว่าเป็นเสือชนิดไหน รูปร่างอย่างไร มีแถบไหน ดุไหม คุณอาเคยยิงได้บ้างไหม กรุณาเล่าเรื่องต่างๆ ของมันให้หลานฟังเป็นความรู้บ้าง

หนูน้อย นิยมไพร

หนูน้อย หลานรัก

คำว่า เสือแมลงภู่ นี้จะสะกดอย่างไรอาก็ไม่ทราบแน่ หาดูในพจนานุกรมก็ไม่พบ แต่อานึกว่าคงจะสะกด “เสือแมลงภู่” เช่นนี้เห็นจะถูกแน่ คือหมายความว่าสีของเสือนั้นเป็นสีดำอย่างกับปีกหรือตัวของ “แมลงภู่” ซึ่งเป็นสีดำ คงไม่ใช่ “เสือแมงพู่” หรือ “เสือแมลงพู่” แน่เพราะเสือไม่มีอะไรเป็นพู่ไม่ใช่เรือหงส์ที่จะทรงพู่ห้อย

คำว่าเสือแมลงภู่นี้ อาเข้าใจว่าเขาคงจะหมายความถึง “เสือโคร่งดำ” คงไม่ใช่หมายความถึง “เสือดาวดำ” แต่คนในบางป่าหรือบางเมือง อาจจะเรียกเลอะเลือนไป เรียกเอาเสือดาวดำเป็นเสือแมลงภู่ไปก็ได้

หลานถามว่า เสือแมลงภู่มีจริงไหม? คำถามนี้อาอึดอัดใจมาก เพราะตั้งแต่เกิดมาก็ไม่เคยเห็นเสือโคร่งสีดำเลยสักครั้ง มีแต่เสียงลือเสียงเล่าอ้างว่าคนนี้เคยเห็นคนนั้นเคยพบ แต่อาไม่เคยเห็นใครสามารถเอาตัวหรือเอาหนังมาพิสูจน์ให้เห็นประจักษ์กับตาจริงๆ ได้เลยสักครั้งเดียว เรื่องเสือแมลงภู่หรือเสือโคร่งดำนี้มีเสียงพูดกันบ่อยมาก ถ้าหากเขายืนยันว่ามีที่ไหน อามักจะตามไปดู และแทบทุกรายมันไม่ใช่เสือโคร่งดำ แต่เป็นเสือดาวดำต่างหาก

การติดตามไปดูเสือโคร่งดำครั้งที่อาเสียเงินแพงที่สุดก็คือ ครั้งไปดูที่นครย่างกุ้ง ครั้งนั้นอาพบกับผู้อำนวยการสวนสัตว์ที่ย่างกุ้ง อาถามเขาว่าที่ในสวนสัตว์ของเขามีอะไรบ้างที่น่าดู เขาคุยใหญ่ว่าเขามีอ้ายนั่นๆ และที่น่าสนใจที่สุดก็ตรงตอนที่เขาบอกว่า เขามี Black Tiger (เสือโคร่งดำ)

พอเขาบอกว่ามี แบล็ก ไทเกอร์ อาตาลุกเลย เพราะตั้งแต่เกิดมาก็ไม่เคยเห็น และกำลังสงสัยอยู่เต็มที่ว่ามันจะมีจริงหรือไม่หนอ อาก็ซักกับผู้อำนวยการสวนสัตว์นั่นว่า เป็น แบล็ก ไทเกอร์ แน่หรือ เป็นเสือโคร่งดำเสือใหญ่ดำจริงๆ หรือ แกก็ยืนยันว่าเป็นเสือโคร่งดำ อายังซักแกอีกว่า ไม่ใช่เสือดาว ไม่ใช่แบล็กแพนเทอร์แน่หรือ แกก็ยังยืนยันแน่นอนว่าไม่ใช่เสือดาวดำ

คำยืนยันอย่างมั่นคงของตาผู้อำนวยการนี่เองที่พาเอาอาต้องเหาะข้ามภูเขาสูงแห่งเทนเนสเซอริม_

ไป เพื่อดูของแปลกที่อาไม่เคยเห็นแต่พอไปเห็นเข้าจริงๆ อาแทบลมจับ อาฉิวจนไม่อยากจะพูดอะไรทั้งหมด เพราะเสือโคร่งดำของตาผู้อำนวยการนั่น ที่แท้มันก็เสือดาวดำที่เรามีอยู่เต็มเขาดินของเรานั่นเอง

เรื่องเสือแมลงภู่นี้ถ้าหากว่ามีจริง อานึกว่าเราน่าจะมีหนังเสือโคร่งดำจริงๆ ตากแห้งหรือฟอกไว้ดูกันบ้างแล้วอย่างน้อยก็สักผืนหนึ่ง แต่เราก็ไม่เคยได้พบได้เห็นกันเลยแม้แต่ผืนเดียว อาเคยมีจดหมายถามพวกเพื่อนๆ ตามพิพิธภัณฑ์ต่างประเทศหลายแห่งว่าเคยมีเคยเห็นหนังเสือโคร่งดำกันบ้างไหม เขาก็บอกมาว่าไม่เคยเห็นมีหนังเสือโคร่งดำเลยสักแห่งเดียว

เรื่องเสือโคร่งดำนี้อาเคยสนใจมาก อาเคยลองนั่งค้นดูตำราและรายงานวิทยาศาสตร์ตั้งแต่โบรมโบราณดู ก็ปรากฏว่า ตั้งแต่ครั้งสร้างโลกมาแล้ว มีคนเคยยืนยันว่าเคยพบเสือโคร่งดำหรือเสือแมลงภู่นี้เพียง ๓-๔ ครั้งเท่านั้นเอง อาเคยโน้ตเรื่องราวของ ๓-๔ นั้นไว้เป็นพิเศษ ฉะนั้น อานึกว่าถ้าอาจะนำมาเล่าเสียเลยในที่นี้ หลานๆ ก็คงพอใจ

รายงานเสือโคร่งดำตัวแรก เป็นเรื่องที่ป่าทิพเพราในจิตตะกองตอนตะวันตกเฉียงเหนือของพม่า ครั้งแรกทีเดียวมีชาวบ้านป่าแถวนั้นเคยเล่าให้กันฟังบ่อยๆ ว่า มีเสือโครงดำใหญ่ท่องเที่ยวอยู่ในป่าแถบนั้นอยู่ตัวหนึ่ง แต่ไม่ใคร่มีใครสนใจกันนักเพราะนึกว่าเป็นเรื่องกุขึ้น ต่อมาก็มีรายงานมาอีกว่า มีชายผู้หนึ่งถูกเสือโคร่งดำกัดตาย แต่ก็ยังคงไม่มีใครสนใจกันอีก ยังคงนึกว่ามุขขึ้นอย่างเดิม ครั้นต่อมาในปี ค.ศ. ๑๘๔๖ (ร้อยกว่าปีมาแล้ว) ได้มีข่าวมาว่า มีผู้พบซากเสือดำตายที่หนทางไปตำบลทิพเพรา ห่างจากจิตตะกองไปราว ๒ ไมล์ นายซี. ที. บัคแลนด์ จึงได้ขี่ม้าไปดู เขาไปกับเพื่อนฝรั่งอีก ๓-๔ คน ในจำนวนนี้มีคนสำคัญที่น่าเชื่อถืออยู่คนหนึ่งชื่อว่า เซอร์ เอซ ริกเกตส์ เขาพบว่าซากเสือนี้ตายอยู่ในป่าละเมาะ เป็นเสือขนาดโตเต็มที่ หนังพื้นสีดำ ส่วนลายยาวๆ นั้นเป็นลายสีดำเข้มในพื้นสีดำอีกทีหนึ่ง ลายนี้เห็นชัดขึ้นเมื่อถูกกับแสงแดด เสือโคร่งดำตัวนี้ตายเพราะถูกจั่นห้าว (ธนูอาบยาพิษ) และหนีมาตายจากที่ที่ถูกยิงราว ๑ ไมล์ เขาว่าเขาไม่ได้ถลกหนังไว้ดูเป็นหลักฐาน เพราะเสือกำลังเน่าเสียแล้ว

รายงานเสือโคร่งดำตัวที่ ๒ ก็คือรายงานของนาย ที. เอ. แมกซ์เวล ซึ่งรายงานว่าได้ไปล่าสัตว์ที่ตำบลภาโมในอินเดีย วันหนึ่งเขาได้พบเสือดำตัวหนึ่งในระยะไกล เขาว่าตัวใหญ่มาก เขาดูโดยกล้องส่องทางไกล เห็นว่าคงไม่ใช่เสือดาวดำ เขาพยายามเข้าไปยิง แต่เสือนั้นรู้ตัวหลบหายไปเสียก่อน คงทิ้งแต่รอยให้เขาดูเป็นรอยเท้าขนาดใหญ่ เขาได้วัดดูรอบรอยเท้านั้นได้ ๑ ฟุต ๘ นิ้ว จึงทำให้เขาแน่ใจมากขึ้นว่าเสือที่เขาได้เห็นนั้นต้องเป็นเสือโคร่งดำอย่างที่เราชอบเรียกกันว่าเสือแมลงภู่แน่

รายงานเสือโคร่งดำตัวที่ ๓ คือรายงานของ เมเยอร์ สติวาร์ต และ ซี. เจ. มาลต์บี สองท่านนี้ก็รายงานมาว่าเขาได้ไปล่าสัตว์ในป่าแห่งทราวาลดอร์ และได้เห็นเสือโคร่งดำตัวหนึ่ง แต่ยิงไม่ได้

รายงานเสือโคร่งดำตัวที่ ๔ ได้รายงานไว้ในหนังสือ The Field ปี ค.ศ. ๑๙๒๘ ว่าได้มีผู้พบซากเสือโคร่งดำในเทือกเขาลูไชในแคว้นอัสสัม ในรายนี้ก็เช่นเดียวกับรายก่อนๆ ซากนั้นกำลังจะเน่าเปื่อย จึงไม่ได้เก็บหนังไว้เป็นหลักฐานพิสูจน์ต่อไปได้

นี่เป็นรายงานเรื่องเสือโคร่งดำที่พอฟังได้ นอกจากรายงานทั้งสี่รายนี้แล้ว ก็ไม่มีพูดถึงไว้ที่ไหนอีก ที่อาว่ารายงาน ๔ ฉบับนี้พอฟังได้ ก็เพราะผู้ที่รายงานนั้นเป็นผู้ที่พอเชื่อได้ แต่ทว่าเป็นที่น่าเสียดายว่าทั้งสี่รายนี้ไม่มีใครได้หลักฐานไว้พิสูจน์อย่างจริงจังเลย ในพิพิธภัณฑ์ทั่วโลกก็ยังไม่เคยมีที่ไหนมีหนังเสือโคร่งเลย ฉะนั้น อาจึงยังไม่ยอมสมัครปักใจลงไปว่า เรื่องเสือโคร่งดำหรือเสือแมลงภู่นี้จะมีจริง อาจะยอมเชื่อว่ามันมีจริงก็ต่อเมื่อมีผู้นำหนังของมันจริงๆ มาพิสูจน์ให้เห็นจริงจังได้เท่านั้น

คำว่า “เสือแมลงภู่” นี้ อาได้บอกไว้แล้วว่า ควรจะหมายความถึงเสือโคร่งดำ แต่ชาวบ้านของเราไม่เคยมีใครพบ ส่วนมากจึงไปเรียกเอาเสือดาวดำหรือเสือดำว่าเป็นเสือแมลงภู่ไปเลย ฉะนั้น เมื่อชาวบ้านพูดถึงเรื่องเสือแมลงภู่ เราจะต้องซักแล้วซักอีกว่าเขาหมายถึงอะไรกันแน่ และถ้าเขาบอกว่าเขาเห็นเสือโคร่งดำในป่าแล้ว ก็ขอให้เข้าใจไว้เสียก่อนเถิดว่า ถ้าไม่มุข ก็คงตาฝาด เพราะธรรมชาติในป่านั้น โดยมากเราเห็นสัตว์อะไรในป่าตัวมักจะโตหรือสูงใหญ่กว่าความจริงมาก ทั้งนี้เพราะตาฝาดและความกลัว ช้างป่าที่เราเห็นๆ อยู่ในป่านั้น เรามักจะคะเนว่าสูงตั้ง ๑๔-๑๕ ฟุตบ่อยๆ พอยิงตายแล้วลดลงเหลือสูงเพียง ๘-๙ ฟุตเท่านั้นเอง

เสือแมลงภู่นี้ อายังไม่เคยเห็น อาจึงไม่ขอยืนยันว่าจะมีจริงหรือไม่ แต่ก็เป็นสิ่งที่น่าจะมีได้ การที่สีมันเปลี่ยนเป็นดำไปนั้น เนื่องจากความพิการของอวัยวะที่ทำสีในร่างกาย ความพิการหรือโรคอย่างนี้เราเรียกกันว่า melanism คือมันทำสีเมลานินมากเกินไป ถ้าหากมันเกิดเป็นโรคไม่ทำสีเมลานินเสียเลย เราก็เรียกว่าเผือก หรือ Albino เสือโคร่งเผือกนั้นพบกันบ่อยมาก แต่เสือโคร่งดำนั้นยังไม่เคยได้ตัวจริงๆ หรือได้หนังจริงๆ เลยได้แต่รายงาน ๓-๔ ฉบับดังเล่ามาให้ฟังแล้วเท่านั้นเอง

พูดสำหรับเมืองไทย เสือแมลงภู่นี้ก็เป็นเรื่องที่น่าจะมีได้ เพราะสัตว์ป่าหลายอย่าง ยิ่งลงไปทางทิศใต้ สีมักจะเปลี่ยนเป็นดำเข้มขึ้น เสือดาวดำก็มีชุมลงไปทางปักษ์ใต้ วัวแดงทางภาคอื่นๆ ตัวสีแดง พอลงไปปักษ์ใต้ก็เป็นวัวแดงสีดำ กระทิงทางพม่าตัวสีติดจะแดงๆ พอลงมาถึงเมืองไทยและปักษ์ใต้ก็เป็นสีดำเข้มขึ้น กระรอกบินสีดำปี๋ก็พบกันทางปักษ์ใต้ คนเราก็เหมือนกัน สาวๆ ทางเชียงใหม่เขาขาวจั๊วะ แต่ทางปักษ์ใต้โน่นผิวดำมืด ขึ้นเวทีนางงามแล้วเป็นรองเขาเรื่อยๆ ฉะนั้น เรื่องเสือโคร่งดำหรือเสือแมลงภู่ก็น่าจะพบกันบ้างทางปักษ์ใต้ หากใครมีหนังเสือโคร่งดำก็โปรดได้ส่งหนังนั้นไปให้ผมดูด้วย จะได้เป็นประโยชน์ในทางวิทยาศาสตร์ต่อไป

นกตามท้องนา

พวกนกกระจอก Sparrows
นกพวกนี้มีปากหนาสั้นสำหรับขบเมล็ดพืช เช่นเมล็ดข้าวเปลือกให้แตก

นกกระจอกบ้าน Tree Sparrow (1)
ใครๆ ก็รู้จักเพราะมันมีเป็นรูปวงก้นหอยสีดำที่หู เป็นนกที่ดัดแปลงเปลี่ยนนิสัยให้กับสังคมของมนุษย์ เข้ามาทำรังอาศัยตามซอกหลังคาหรือตามรูกระบอกไม้ไผ่ในละแวกบ้านเที่ยวจิกหาแมลงและเมล็ดพืชกินตามลานบ้าน มันช่วยทำลายแมลงให้กับเจ้าของบ้าน แต่ไม่ใคร่มีใครรู้ถึงประโยชน์ของมันนักจึงเป็นนกที่อาภัพมาก มีคนใจร้ายชอบดักฆ่าถอนขนไปขายปลอมเป็นนกกระจาบ แต่ปากของมันเป็นสีดำไม่เหลืองอย่างปากนกกระจาบ

นกกระจอกตาล Pegu House Sparrow (2)
ตัวผู้ใต้คอดำ ไม่มีรูปก้นหอยสีดำที่หู ที่โคนปีกและหลังค่อนข้างแดง แต่ตัวเมียสีน้ำตาลแกมเหลือง ชอบทำรังด้วยหญ้าเป็นรังกลมๆ คล้ายลูกฟุตบอลตามต้นไม้ ที่รังนี้มีช่องเข้าออกทางข้างๆ ช่องหนึ่ง นกกระจอกชนิดนี้ไม่ชอบอยู่ในบ้าน แต่ชอบอยู่ตามท้องนาและตามไร่นอกบ้าน
พวกนกเอี้ยงและนกกิ้งโครง Starlings and Mynas
นกพวกนี้ในเมืองไทยมีถึง 13 ชนิด มีนิสัยคล้ายคลึงกันหลายชนิด ดังที่พวกนกที่ได้เห็นในภาพนี้ ส่วนมากมักเชื่องไม่ตื่นกลัวคนมากนัก มักเห็นหากินแมลงและเมล็ดพืชตามข้างทางบางครั้งรถยนต์ผ่านไปมาก็ไม่บินหนี ตอนพลบค่ำมักจะบินมาเกาะนอนรวมๆ กันบนต้นไม้ต้นเดียวกัน ก่อนจะนอนมักจะส่งเสียงคุยกันเถียงกันดังลั่นไปหมด

นกเอี้ยงสาลิกา Common Myna (1)
เชื่องคนมากกว่าชนิดอื่น บางครั้งก็เข้าไปตามร้านอาหารเที่ยวจิกอาหารตามพื้นห้องและบนโต๊ะอาหาร ชอบทำรังตามซอกหลังคาบ้าน หรือตามโพรงไม้

นกกิ้งโครงคอดำ Black-collared Starling (2)
ชอบหากินหนอนไส้เดือน แมลงและเมล็ดพืชตามพื้นดินชอบทำรังด้วยใบหญ้าและเรียวไม้เล็กๆ ทำเป็นรังกลมๆ อย่างลูกฟุตบอลบนต้นไม้ มีช่องทางเข้าออกอยู่ช่องหนึ่ง

นกเอี้ยงดำหรือเอี้ยงหงอน Crested Myna (3)
มีหงอนยาวอยู่เหนือโคนจมูก ชนิดนี้ชอบเกาะอยู่บนหลังวัวควายหรือเดินไปข้างๆ วัวควาย คอยกินแมลงและตั๊กแตนที่บินหนีวัวควาย ชอบทำรังในโพรงไม้

นกเอี้ยงด่าง Pied Starling (4)
มีปากยาวมากกว่าชนิดอื่นๆ เพราะมันชอบใช้ปากล้วงคาบไส้เดือนและแมลง
จากรูในดินขึ้นมากิน ทำรังตามยอดไม้คล้ายกับนกกิ้งโครง

นกป่าดง

นกกระเต็นลาย (Banded Kingfisher)
เป็นนกกินปลาขนาดกลางที่พบอยู่ตามป่าดงดิบทุกภาคแต่พบทางปักต์ใต้บ่อยกว่าภาคอื่นๆ ตัวผู้เป็นลายสีน้ำเงิน ตัวเมียลายเป็นสีน้ำตาล หน้าอกมีลายสีดำด้วย นกกินปลาชนิดนี้มีนิสัยเปรียวมาก ไม่ชอบอยู่ริมน้ำเหมือนนกกินปลาอื่น มักอยู่ห่างไกลน้ำ เพราะว่ามันชอบกินตั๊กแตนและแมลงต่างๆ มากกว่าปลา

นกกระเต็นสร้อยคอสีน้ำตาล (Chestnut-collared Kingfisher)
เป็นนกกินปลาขนาดกลางที่พบอยู่ตามป่าดงดิบทางปักษ์ใต้ ตัวเมียปีกเป็นสีเขียวทึมๆ และมีจุดเป็นสีน้ำตาล นกนี้ก็ไม่ชอบอยู่ใกล้ๆ น้ำเหมือนนกกินปลาอื่นๆ เพราะมันชอบหากิน
กิ้งก่า จิ้งจกตามต้นไม้ ตลอดจนแมลงต่างๆ มากกว่ากินปลา

นกหัวขวาน (Woodpeckers)
เป็นนกที่มีปากตรงสำหรับเจาะไม้ ส่วนมากมีนิ้วตีนข้างหน้า 2 นิ้ว นิ้วหลัง 2 นิ้ว (เพื่อให้) ใช้เกาะกับต้นไม้ได้แน่นขนหางส่วนมากมี 4 คู่ เป็นขนแข็งสำหรับใช้ยันกับต้นไม้ เมื่อมันเกาะ มันกระเถิบขึ้นๆ ลงๆ ต้นไม้ ได้คล่องแคล่ว มันเจาะต้นไม้เพื่อกินตัวอ่อนของแมลงด้วงที่เจาะกินต้นไม้ให้เป็นรูลึกๆ นกนี้จึงเป็นประโยชน์แก่การอนุรักษ์ป่าไม้เป็นอันมาก
นกหัวขวานมีลิ้นยาวเป็นพิเศษสำหรับยื่นเลื้อยไปตามรูหนอน แล้วเอาปลายลิ้นที่มีเงี่ยงแทงตัวหนอน ดึงตัวหนอนมาเข้าปากได้ นอกจากนั้นที่ปลายลิ้นยังมีคล้ายกับกาวแตะให้ติดไข่แมลงหรือตัวแมลงดึงกลับมาเข้าปากได้อีกด้วย
นกหัวขวานตัวผู้หลายชนิดสามารถทำเสียงรัวดังไปได้ไกลๆ แทบไม่น่าเชื่อโดยใช้ปากเคาะรัวกับต้นไม้ที่ตายแห้งแล้ว มีคนสันนิษฐานว่ามันทำเสียงรัว(เช่นนั้น) เพื่อเรียกคู่ของมันไม่ให้หลงทางไปทิศอื่น หรือเพื่อประกาศเขตที่มันหากินให้นกหัวขวานตัวอื่นถอยหนีออกไป หากไม่หนีไปก็จะต้องจิกตีกัน

นกหัวขวานใหญ่สีเทา (Great Slaty Woodpecker)

นกหัวขวานใหญ่สีดำ (White-bellied Woodpecker)
สองชนิดนี้เป็นนกหัวขวานที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย มักพบตามป่าใหญ่ทั่วๆ ไป

ชีวิตของนกหัวขวาน
นกหัวขวานทำรังในโพรงไม้ ทั้งนกพ่อนกแม่ช่วยกันทำรังกกไข่และเลี้ยงลูกอ่อน เมื่อนกพ่อนกแม่กลับมาถึงรัง จะสำรอกอาหารที่ย่อยบ้างแล้วให้ลูกซึ่งปีนขึ้นมารับเหยื่อที่ปากรังเมื่อเลยฤดูผสมพันธุ์และเลี้ยงลูกอ่อนไปแล้ว นกหัวขวานทุกตัวก็ยังคงอาศัยนอนในโพรงรังในเวลากลางคืนต่อไป ไม่ทิ้งรังไปเกาะนอนตามกิ่งไม้เหมือนนกอื่นๆ
นกหัวขวานตัวผู้มักมีสีสันสวยกว่าตัวเมีย ตัวผู้มักมีหงอนสีแดง ตัวเมียมีหงอนสีดำ ตัวผู้บางชนิดมีแถบข้างคอสีแดงตัวเมียไม่มี
นกหัวขวานชอบอยู่เดี่ยวหรืออยู่คู่ หรือไปเที่ยวหากินระหว่างพ่อแม่และลูกๆ นกพ่อหรือนกแม่บินนำไปตัวหนึ่งก่อนบินไปก็ร้องส่งเสียงเรียกพวกลูกๆ เรื่อยไป แล้วตัวอื่นๆ จึงทยอยตามกันไปทีละตัว พอลูกๆ โตเป็นหนุ่มสาว ก็แยกกันไปอยู่และหากินแยกๆ กันไป นกหัวขวานในโลกนี้ราว 200 กว่าชนิด มีในประเทศไทยราว 35 ชนิด

นกหัวขวานสามนิ้วหลังทอง (Common Golden-backed Woodpecker)
ชนิดนี้ผิดกับนกหัวขวานอื่นๆ ที่มีนิ้วเท้าเพียง 3 นิ้วพบตามป่าสูงป่าต่ำทั่วไป ตามสวนตามไร่ก็มีทั่วไปทุกภาคใกล้ๆ กรุงเทพฯ และธนบุรี ก็มีชุม

นกหัวขวานสี่นิ้วหลังทอง (Greater Golden-backed Woodpecker)
ชนิดนี้มีสี่นิ้ว ตัวใหญ่กว่าชนิดก่อน มีลายที่ข้างคอผิดกับชนิดก่อนมาก มักพบตามป่าดงทั่วไป ใกล้ๆ กรุงเทพฯ ธนบุรี ไม่ใคร่มี

นกสวน

พวกนกกระจิบ (Tailor birds)
นกกระจิบเป็นนกเล็กๆ พวกหนึ่งที่รู้จักใช้ปากเย็บขอบใบไม้ด้วยเยื่อใยไม้ทำให้เป็นกรวยรังแล้วคาบเอาเยื่อใย ปุยนุ่นและฝ้ายมารองรัง เสร็จแล้วก็วางไข่ฟองเล็กๆ โตกว่าไข่จิ้งจกเล็กน้อย เพราะมันเป็นนกช่างเย็บฝรั่งจึงเรียกมันว่า Tailor birds แต่คนไทยชอบเรียกว่านกกระจิบตามสำเนียงที่มันร้องถี่ๆ ว่า “กะจิ๊บ กะจิ๊บ กะจิ๊บ” มักพบตามไร่สวนทั่วไป
นกกระจิบมีแต่ในประเทศโซนร้อนราว 7 ชนิด และมีในประเทศไทยถึง 5 ชนิด แต่ที่เราพบเห็นกันบ่อยคือ นกกระจิบธรรมดา ซึ่งบางทีก็เรียกกันว่านกกระจิบ เพราะได้ยินมันร้องบอกชื่อตามในสวนทั่วไปทุกหนทุกแห่ง ตัวมันเล็กมาก และมักหากินอยู่ในพุ่มไม้จึงมักมองมันไม่ใคร่เห็น
นกกระจิบธรรมดานี้ในฤดูผสมพันธุ์ (คือฤดูฝน) ตัวผู้จะมีขนหางเส้นกลางคู่หนึ่งยาวยื่นเลยขนหางอื่นๆ ออกไป มันชอบกระดกหางตั้งขึ้นไปเป็นทีๆ นกกระจิบสวนมีขนที่หน้าผากเป็นสีแดง ผิดจากนกกระจิบดง ที่บนหัวเป็นสีแดงถึงท้ายทอย นกกระจิบสวนร้องดัง “กะจิ๊บ กะจิ๊บ” แต่นกกระจิบดงร้องดัง “กรี๊ กรี๊ กรี๊” เป็นเสียงยาวๆ นกกระจิบดงเวลาตื่นเต้นเข้าก็มักพองขนคอให้เป็นขนสีดำๆ ที่คอและหน้าอก
นกกระจิบตัวเล็กมากก็จริง แต่ถ้ามีนกอื่นหรือจิ้งเหลน กิ้งก่า หรือแม้แต่แมวเดินเข้าไปใกล้รังหรือลูกของมัน มันจะบินเข้าไปใกล้ทำท่าจะจิก และขับไล่ศัตรูให้ไปเสียให้พ้น น่าชมนัก

พวกนกกาฝาก
เป็นนกชนิดที่เล็กที่สุดพวกหนึ่ง เล็กเท่านกกระจิบ แต่ตัวป้อมกว่า หางสั้นกว่า ปากสั้นกว่า ส่วนมากชอบกินลูกกาฝากชนิดต่างๆ บางชนิดชอบกินลูกตะขบและลูกไม้เล็กๆ อื่นๆ รวมทั้งหนอนและแมลงเล็กๆ นอกจากนี้มันยังชอบดูดน้ำหวานจากดอกไม้กินด้วย ธรรมชาติได้ทำให้มันมีลิ้นเป็นหลอดคล้ายกับหลอดดูดโอเลี้ยงสำหรับดูดน้ำหวานจากดอกไม้
รังส่วนมากทำเป็นกระเป๋าแขวนอยู่ใต้กิ่งไม้เล็กๆ ซึ่งมีใบไม้ใบใหญ่ๆ 2-3 ใบปิดกันฝนอยู่เบื้องบนรังด้วย รังนั้นทำด้วยใบไม้ใบหญ้า ปุยนุ่น ฝ้าย ใยไม้ ยึดให้ติดกันด้วยใยแมงมุงแมลงไหม มีรูเป็นสำหรับพ่อแม่นกเข้าไปกกหรือคาบอาหารมาป้อนลูกอยู่ทางด้านข้างตอนบนๆ หน่อยหนึ่ง นกกาฝากมีในเมืองไทย 10 ชนิดด้วยกัน

กา (Crows, etc.)
นกในจำพวกกานี้มีปากหนาและคมชอบกัดกินเนื้อสัตว์เล็กๆ ต่างๆ เป็นอาหาร แมลงมันก็ชอบ สัตว์ตายมันก็กินที่พบเห็นตามไร่สวนก็มี

กา (Jungle Crow)
ใครๆ ก็รู้จักกันดีมาตั้งแต่เด็กๆ เพราะมันชอบร้องบอกชื่อของมันเองว่า “กา กา” อยู่เรื่อยๆ สีทั่วตัวของมันดำสนิท และใครๆ ก็ชอบพูดเปรียบเปรยกันอยู่เสมอว่า “ใจดำเหมือนกา” กาเป็นนกขี้ลักขี้ขโมยและเป็นนกที่ฉลาดมาก รู้จักเก็บอาหารไปซ่อนไว้กินในวันหลัง
กาป่าชอบกินกิ้งก่า งูเขียว กบ เขียด ลูกนกต่างๆ แมลงและหนอน กาป่าบางตัวเปลี่ยนนิสัยมาหากินเศษอาหารตามในเมือง อีกาตาไวมาก เห็นใครจ้องดูหรือทำท่ายิงมันมักเห็นก่อนและรีบบินหนีไป ถึงจะฉลาดอย่างไรก็ยังโง่และแพ้รู้ดุเหว่า ปล่อยให้นกดุเหว่าตัวเมียแอบไปวางไข่ในรังของตน กาต้องฟักและเลี้ยงลูกนกดุเหว่าจนโต น่าขันนัก

กาแวน (Racket-tailed Treepie)
ดูคล้ายกับแซงแซว แต่หางไม่แฉก และมีปากหนามาก
นกกางเขนบ้าน (Magpie Robin)
นกกางเขนบ้าน ตัวผู้หัวและบนตัวสีดำเข้ม แต่ตัวเมียสีเทาๆ ปีกสีดำมีแถบขาว เป็นลักษณะสำคัญของนกนี้ นกกางเขนบ้าน เป็นนกนักร้องที่ร้องเพลงเพราะที่สุดในจำพวกนกตามละแวกบ้าน และมักร้องเปลี่ยนเพลงเปลี่ยนทำนองไปได้ไม่ใคร่ซ้ำกัน ส่วนมากมักพบอยู่ในหมู่บ้าน แต่บางครั้งก็พบห่างไกลออกไป ชอบลงหากินแมลงตามพื้นดิน ชอบกระโดดและหันตัวไปมาอย่างว่องไว หางของมันมักกระดกขึ้นไปตั้งชันบนหลังตอนเช้าๆ เย็นๆ นกนี้จะบินขึ้นไปเกาะบนยอดจั่ว บนยอดเสาธงหรือมุมหลังคาบ้าน แล้วร้องเพลงแล้วร้องเพลงเล่า เพื่อประกาศความเป็นเจ้าถิ่น ไม่ให้นกกางเขนบ้านตัวอื่นรุกล้ำเข้าไปหากินในเขตของตน เป็นนกที่รักถิ่นมากนกหนึ่ง นกกางเขนบ้านทำรังตามโพรงไม้ ซอกตึก ซอกหลังคาบ้าน ในศาลพระภูมิเจ้าที่ เวลาเจ้าของบ้านมาจุดธูปเทียนไหว้พระภูมิ มันก็บินไปเกาะดูอยู่ที่กิ่งไม้ห่างๆ พอคนกลับไปแล้วมันก็ลงมาดูว่าของที่เขามาเซ่นเจ้านั้นจะมีอะไรที่มันพอจะจิกกินได้บ้าง เป็นนกที่ดัดแปลงชีวิตให้เข้ากับสังคมของคนได้มาก

นกกางเขนดง (White – rumped Shama)
นกกางเขนดง (ตัวผู้หัวดำ ตัวเมียหัวสีน้ำตาล) เป็นนกนักร้องที่ร้องเพลงเพราะที่สุดในจำพวกนกที่อยู่ตามป่าดงร้องได้หลายเพลง เพลงหนึ่งแล้วเพลงหนึ่งเล่าไม่ใคร่ซ้ำหรือเหมือนกัน นกนี้ชอบอยู่ตามป่าที่ไม่ทึบนัก ตามปกติชอบเกาะตามต้นไม้ร่มๆ เบื้องล่าง สูงจากพื้นราว 4-5 เมตร ชอบหากินหนอนและแมลง บางทีก็ลงไปหากินแมลงตามพื้นดิน

นกเขียวก้านตอง (Leaf – birds)
เป็นนกขนาดกลางซึ่งมีขนแทบทั้งตัวสีเขียวเข้มอย่างกับสีของใบไม้ ทุกๆ ชนิดมีขนาดเล็กกว่านกปรอดสวน นกนี้ชอบพากันบินไปหากินเป็นฝูงน้อยๆ ราว 4-8 เที่ยวหาแมลงและหนอนตามใบไม้กิน ลูกไม้เล็กๆ หลายชนิดมันก็กิน มดแดงมันก็ชอบกิน เวลาที่มันหากินนี้น่าดูมาก คือบางทีมันเกาะกิ่งไม้ด้วยเท้าทั้งสองแล้วขยับตัวหมุนขึ้นๆ ลงๆ ไปรอบๆ กิ่งไม้ จะขยับหมุนไปทางไหนก็ดูแคล่วคล่องว่องไวคล้ายกับนักห้อยโหนตัวยง นกเขียวก้านตองชอบเอาปากและหัวเข้าไปค้นหาตัวแมลงในดอกไม้บาน ฉะนั้นหัวของนกนี้จึงเป็นประโยชน์ในการกระจายของเกสรดอกไม้ ให้ผสมพันธุ์จากดอกหนึ่งไปดอกหนึ่ง หรือจากต้นหนึ่งไปยังต้นอื่นๆ
นกเขียวก้านตองหลายชนิดร้องเสียงกลมกล่อมไพเราะมากนักเลี้ยงนกหลายคนชอบจับไปเลี้ยงเป็นนกกรงสำหรับไว้ฟังเสียงเพลง
นกเขียวก้านตองทำรังเป็นรูปถ้วยหรือเป็นรูปเปลญวณหย่อนๆ ด้วยใบหญ้าแห้ง รากฝอยของไม้ ยึดสานให้เป็นรูปรังด้วยใยแมงมุมและแมงไหม รังนี้มักจะแขวนห้อยอยู่ตรงปลายกิ่งไม้ซึ่งมักจะสูงจากพื้นดิน ในเมืองไทยมีอยู่ 6 ชนิดแต่ที่พบบ่อยๆ ตามไร่สวนมี 2 ชนิด ดังที่เห็นในภาพนี้

นกเขียวก้านตองหน้าผากสีทอง (Gold – fronted Leafbird)
ชนิดนี้ตัวผู้ตัวเมียเหมือนกันมาก แต่ตัวผู้มีแถบเหลืองรอบๆ แถบดำใต้คอ ตัวเมียไม่มีแถบเหลืองดังกล่าว

นกเขียวก้านตองปีกสีฟ้า (Blue – winged Leafbird)
ชนิดนี้ที่ขอบปีกเป็นสีฟ้า ตัวผู้ใต้คอเป็นสีดำ

100 ปีหมอบุญส่ง เลขะกุล

100 ปีหมอบุญส่ง เลขะกุล

นพ.บุญส่ง เลขะกุล เป็นผู้บุกเบิกงานอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติป่าไม้และสัตว์ป่าของไทย ในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ราวปี พ.ศ. 2480 เป็นต้นมา ประเทศไทยได้มีการเร่งรัดให้เกิดการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น เขื่อนขนาดใหญ่ การตัดถนนไปยังพื้นที่ทุรกันดารต่างๆ การขยายตัวของระบบการผลิตทางการเกษตรที่เน้นพืชเศรษฐกิจเชิงเดี่ยว และอุตสาหกรรมต่างๆมากยิ่งขึ้นการพัฒนาดังกล่าวได้ส่งผลกระทบให้เกิดการบุกเบิกพื้นที่ป่าทั้งที่อยู่อาศัย และพื้นที่ทำกินตลอดถึงการสัมปทานตัดไม้ซึ่งมีทั้งบริษัทต่างชาติเข้ามาลงทุน

สิ่งเหล่านี้ได้ก่อให้เกิดเสื่อมโทรมของทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่าเป็นอย่างมาก ซึ่งในขณะนั้น ยังไม่มีกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่า แและแนวคิดเรื่องการอนุรักษ์ ก็ยังไม่เป็นที่รับรู้ เข้าใจและยอมรับกันอย่างแพร่หลาย

นพ.บุญส่ง เลขะกุล เป็นผู้ที่ให้ความสนใจเรื่องป่าไม้และสัตว์ป่าหลายต่อหลายครั้งที่ นพ.บุญส่งได้เดินทางเข้าป่า สำรวจป่าไม้และสัตว์ป่าด้วยตัวเองในพื้นที่ต่างๆ ของประเทศไทย และประเทศข้างเคียง เช่น ลาว เขมร กัมพูชา และพม่า และนพ.บุญส่ง ยังได้มีการพบปะพูดคุยกับกลุ่มอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสัตว์ป่าในประเทศต่างๆ ความหวาดวิตกเกี่ยวกับการสูญเสียทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่า เริ่มเกิดขึ้นอย่างจริงจังเมื่อประเทศไทยมีการให้สัมปทานตัดไม้ และมีการใช้อาวุธ ยุทโธปกรณ์ที่เหลือจากสงครามโลก เช่น ปืนชนิดต่างๆ และรถจิ๊บ เข้าไปล่าสัตว์กันอย่างรุนแรง แม้กระทั่งในจังหวัดที่ใกล้เคียงกับกรุงเทพฯ เช่น กาญจนบุรี นครนายก ฉะเชิงเทรา เป็นต้น ในปี พ.ศ. 2496 นพ.บุญส่ง เลขะกุล และเพื่อนๆ จำนวนหนึ่งได้มีการรวมตัวกัน ทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ ที่สนใจและมีความห่วงใยต่อการสูญเสียทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่า ในขณะนั้น จึงได้มีการจัดตั้ง “นิยมไพรสมาคม” ขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อเป็นศูนย์กลางของการพบปะพูดคุยแลกเปลี่ยน เรียนรู้ถึงสถานการณ์ ด้านป่าไม้และสัตว์ป่าในแวดวงหมู่คนที่สนใจ ทั้งในส่วนที่เป็นชาวไทยและชาวต่างชาติ ซึ่งสมาชิกสมาคมนิยมไพร ในขณะนั้น ส่วนใหญ่เป็นนักวิชาการ และเป็นคนชั้นกลางในกรุงเทพฯ และเป็นผู้ที่มีความรู้ประสบการณ์ในการเข้าป่า

นิยมไพรสมาคมในขณะนั้น จึงได้มีการรวบรวมข่าวสารข้อมูลทำเป็นเอกสารเผยแพร่ ในลักษณะของจดหมายข่าว ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่า และในขณะเดียวกัน ได้มีการผลิตหนังสือด้านวิชาการอย่างเช่น สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในประเทศไทย นกในประเทศไทยและผีเสื้อในประเทศไทย รวมทั้งหนังสือภาพถ่ายอื่นๆ เพื่อใช้เป็นสื่อในการเผยแพร่ และนิยมไพรสมาคม ยังได้มีการจัดค่ายอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่า และออกตระเวนบรรยายในเรื่องเดียวกันนี้ ไปตามโรงเรียน มหาวิทยาลัยต่างๆ

ในปี พ.ศ. 2502 นพ.บุญส่งและสมาชิกนิยมไพรสมาคม จำนวนหนึ่งได้เข้าพบปะพูดคุยกับจอมพลสฤษด์ ธนะรัตน์ นายกรัฐมนตรี สมัยนั้นเพื่อเรียกร้อง เสนอให้รัฐบาล มีนโยบายและออกกฎหมายปกป้องคุ้มครองทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่าในประเทศไทย โดยให้เหตุผลว่าประเทศไทยเป็นประเทศไทยที่มีความอุดมสมบูรณ์ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และทรัพยากรฯดังกล่าวนั้นก็มีคุณประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศ และในปัจจุบัน จากสถานการณ์การคุกคามทรัพยากรฯดังกล่าว หากไม่มีมาตราการในการอนุรักษ์แล้ว ก็จะก่อให้เกิดความเสียหายอย่างใหญ่หลวงในอนาคตเป็นแน่ เป็นที่น่ายินดีอย่างยิ่งว่า จอมพลสฤษณ์ ธนะรัตน์ และคณะรัฐบาลได้เห็นชอบตามข้อเสนอของนพ.บุญส่ง เลขะกุล จึงได้ออกกฎหมายเช่น พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2503 (ปรับปรุงแก้ไข พ.ศ. 2535)และ พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ 2504 ซึ่งก็มีผลบังคับใช้จนปัจจุบัน หลังจากที่รัฐบาลออกกฎหมายใช้บังคับว่าด้วยเรื่องการคุ้มครองทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่า ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2503 เป็นต้นมา ก็ใช่ว่าปัญหาการสูญเสียทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่าจะหมดไป

ดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่า ในขณะนั้นประเทศไทยมีความต้องการในการใช้ทรัพยากรฯเพื่อการพัฒนาประเทศเป็นอย่างมาก ส่วนหนึ่งสังเกตได้จากการเริ่มใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 1 ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2504 เรื่อยมาดังนั้น นพ.บุญส่ง เลขะกุล และนิยมไพรสมาคม จึงมีความจำเป็นต้องทำงานอย่างหนัก ควบคู่ไปกับระบบราชการซึ่งก็คือกรมป่าไม้ ที่ดูแลอุทยานแห่งชาติและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ที่ทำหน้าที่ในการป้องกันและปราบปราม การบุกรุกทำลายป่า การล่าสัตว์ตัดไม้ ส่วนงานด้านอื่นๆเช่น งานด้านวิชาการ การรณรงค์และเผยแพร่ ในขณะนั้นเป็นเรื่องที่ทางราชการ ยังต้องการความร่วมมือและช่วยเหลืออยู่

ดังนั้นนิยมไพรสมาคม จึงเข้ามาหนุนเสริมกระบวนการทำงาน การอนุรักษ์โดยมีการศึกษาข้อมูลด้านวิชาการ และรณรงค์เผยแพร่ เป็นต้น ในปี พ.ศ. 2526 นพ.บุญส่ง เลขะกุล และสมาชิกนิยมไพรสมาคม จึงได้มีการจัดตั้งมูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่าและพรรณพืชแห่งประเทศไทยในพระบรมราชินูปถัมภ์ ขึ้น โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ เสด็จเป็นองค์ประธานในงานกาลาดินเนอร์ร่วมกับ เจ้าชายฟิลิปส์ ดยุคแห่งเอดินเบอระ ณ โรงแรมโอเรียลเตล กรุงเทพมหานคร ในงานดังกล่าวนี้ ได้มีการจัดระดมทุนเพื่อจัดตั้งมูลนิธิ คุ้มครองสัตว์ป่าฯขึ้น เพื่อให้เป็นองค์กรอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในภาคเอกชน ซึ่งต่อมา มูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่าฯได้รับการ สนับสนุนจาก World Wildlife Fund (WWF) นพ.บุญส่ง เลขะกุล ได้ดำรงตำแหน่งเป็นประธานมูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่าฯและนายกสมาคมนิยมไพร และทำงานด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมาโดยตลอด โดยได้มีการอุทิศสถานที่บ้านของตัวเอง เป็นที่ทำงาน ใช้อุปกรณ์เครื่องมือ รวมทั้งการใช้เขาสัตว์ หนังสัตว์ ซากสัตว์ชนิดอื่นๆ เป็นเครื่องมือในการเขียนตำราวิชาการว่าด้วยเรื่องของสัตว์ป่า และใช้เป็นเครื่องมือในการรณรงค์และเผยแพร่ ซึ่งในขณะเดียวกันได้มีกลุ่มคนที่สนใจเข้าไปเรียนรู้เรื่องราวของการอนุรักษ์สัตว์ป่า จากนพ.บุญส่ง จำนวนมากทั้งชาวไทยและต่างประเทศ

จากการมุมานะทำงาน เพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมอย่างหนัก มาตลอดชีวิตของท่านในที่สุด นพ.บุญส่ง เลขะกุลได้ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2535 ด้วยโรคหัวใจล้มเหลว ณ โรงพยาบาลมเหสักข์ กรุงเทพฯ

ปี พ.ศ. 2550 หากนพ.บุญส่ง เลขะกุล ยังมีชีวิตอยู่ก็จะมีอายุครบรอบ 100 ปี มูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่าฯ ที่นพ.บุญส่ง เลขะกุล เป็นผู้จัดตั้ง ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2526 จนปัจจุบันเวลาล่วงเลยมาแล้วถึง 23 ปี จึงเปรียบเสมือนมรดกที่มีคุณค่าอย่างยิ่ง ซึ่งทั้งชีวิตและผลงานของนพ.บุญส่ง ตลอดระยะเวลาที่ยังมีชีวิตอยู่ ได้อุทิศกาย ใจ ทุ่มเทให้กับงานที่เรียกว่า “อนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่า” ดังนั้น มูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่าฯ จึงได้มีการปรึกษาหารือกับผู้ที่เกี่ยวข้องหลายๆฝ่าย ทั้งครอบครัว ลูกหลานของนพ.บุญส่ง เลขะกุล กลุ่มครูบาอาจารย์ลูกศิษย์ลูกหาที่กระจายอยู่ตามสถานศึกษาและหน่วยงานต่างๆรวมทั้งองค์กรพันธมิตรด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม อาทิเช่นสมาคมอนุรักษ์นกและธรรมชาติแห่งประเทศไทยได้ร่วมแรงร่วมใจกันจัดงาน 100 ปี นพ.บุญส่ง เลขะกุล เพื่อรำลึกถึงคุณงามความดี และผลงานที่ได้ชื่อว่าเป็นบิดาของการอนุรักษ์ในประเทศไทย ตลอดปี พ.ศ.2550 นี้ ทั้งนี้และทั้งนั้น การจัดงาน “100 ปี หมอบุญส่ง เลขะกุล” ในครั้งนี้ ไม่ได้มุ่งเน้นไปที่การยกย่องคุณูปการด้านการบุกเบิกงานอนุรักษ์ ทรัพยากรธรรมชาติของประเทศไทยเพียงอย่างเดียว แต่หมายรวมถึงการศึกษาสถานการณ์ในอดีตเมื่อ 100 ปีที่แล้วว่างานด้านนี้ของประเทศไทย เป็นอย่างไร อันจะนำไปสู่การก้าวกระโดดไปอีก 100 ปีข้างหน้าเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนของมวลมนุษยชาติทั่วโลกต่อไป

การเผยแพร่ให้การศึกษาเกี่ยวกับแนวความคิดในเรื่องการอนุรักษ์

งานสำคัญที่รวมเอาแนวความคิดรวบยอดของการอนุรักษ์ ซึ่งเป็นผลงานจากความพยายามของนายแพทย์บุญส่ง ที่จะเผยแพร่หรือถ่ายทอดให้ความรู้ความเข้าใจแก่ประชาชนชาวไทยในเรื่องการอนุรักษ์ ก็น่าจะเป็นเรื่อง “หากป่าไม้ยังอยู่ยั้ง ยืนยง” ซึ่งได้ตีพิมพ์เป็นเล่มจากนิตยสารนิยมไพร ปีที่ 1 เล่ม 9-12 (กันยายน-ธันวาคม 2501)
หนังสือเล่มนี้มีเรื่องใหญ่ก็คือ เรื่องป่าไม้ ซึ่งนายแพทย์บุญส่งได้รวบรวมเรื่องราวและเก็บข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องป่าไม้ของประเทศไทยไว้อย่างละเอียดลออและกว้างขวาง ได้แก่ ประโยชน์ของป่าไม้และเหตุแห่งความพินาศของป่าไม้เมืองไทย และวิธีแก้ไข ได้แก่ความบกพร่องของกฎหมายและการไม่รักษากฎหมาย ระเบียบราชการ การบุกรุกป่า และการใช้ทรัพยากรป่าไม้ที่สิ้นเปลืองโดยไม่สมควร การขาดการสนับสนุนในด้านวิธีการและงบประมาณจากรัฐบาล การทุจริตต่างๆ การฟื้นฟูการปลูกป่าไม่เหมาะสม ฯลฯ

ส่วนสำคัญของหนังสือเล่มนี้ คือ ภาคหลังที่ว่าด้วย “ทรัพยากรธรรมชาติ” ที่ให้ความรู้ว่า ทรัพยากรธรรมชาติคืออะไร และอะไรที่เขาเรียกว่า “คอนเซิฟเวชั่น” ซึ่งนับได้ว่าเป็นการเผยแพร่ความรู้ในเรื่องการอนุรักษ์เป็นครั้งแรกในประเทศไทย (หมายเหตุ : ในระยะนั้น ยังไม่มีการใช้คำว่า “การอนุรักษ์”) นายแพทย์บุญส่ง ผู้เขียนได้บรรยายจำแนกแยกแยะไว้ครบถ้วน ได้แก่ ป่าไม้ สัตว์ป่า ดิน น้ำ แร่ ทิวทัศน์อันสวยงาม โบราณสถานและสถานที่สำคัญของชาติและคน ได้อธิบายความหมายของคำว่า คอนเซิฟเวชั่น ซึ่งแปลจากศัพท์ฝรั่งว่า “วิธีใช้ทรัพยากรอย่างฉลาด” (The wise use of natural resources) ซึ่งในบทความภาคนี้ยังได้ขยายความถึง การคุ้มครองป่าไม้ สัตว์ป่า และปัญหาที่กำลังประสบ ความพินาศและการสูญพันธุ์ในประเทศด้วยการคุ้มครองสัตว์ป่า การคุ้มครองน้ำ การชลประทาน การสร้างเขื่อน อุทกภัย ปัญหาน้ำเน่าในพระนคร และยังมีรายละเอียดเรื่องวนอุทยานว่าคืออะไร แบ่งเป็นกี่ชนิด อะไรบ้าง และวิธีการดำเนินการอุทยานที่ถูกต้อง ที่ที่ควรจัดตั้งวนอุทยานในประเทศไทย และการคุ้มครองมนุษย์ ซึ่งเป็นเรื่องสุดท้ายที่เข้าใจว่า หมายถึงการรักษาขนบธรรมเนียมประเพณี ตลอดจนศิลปหัตถกรรมและวัฒนธรรมด้วย

(โปรดดูรายละเอียดของเรื่องทรัพยากรธรรมชาติคืออะไรในหน้ามรดกทางปัญญา)
การรณรงค์ผลักดันรัฐบาลให้ออกกฎหมายคุ้มครองสัตว์ป่า และจัดตั้งอุทยานแห่งชาติ นับว่าเป็นงานชิ้นสำคัญที่สุดชิ้นหนึ่งของนิยมไพรสมาคม ที่เป็นรูปธรรมในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ

ในระยะนั้น การดำเนินงานของนิยมไพรสมาคมเมื่อมีเรื่องที่จะทักท้วงหรือเสนอรัฐบาล ก็จะเสนอเรื่องเป็นหนังสือถึงรัฐบาล แล้วสมาคมฯ ก็ขออนุญาตเข้าพบนายกรัฐมนตรีโดยตรง โดยนายแพทย์บุญส่งจะพาคณะกรรมการเข้าคำนับและชี้แจงให้นายกรัฐมนตรีได้ทรายรายละเอียดของเรื่องราวที่เสนอ ซึ่งเมื่อข้าพเจ้าได้เข้าร่วมเป็นกรรมการสมาคมฯ เมื่อปี 2502 แล้ว ก็ได้มีโอกาสเข้าพบนายกรัฐมนตรีตามนัยดังกล่าว 2-3 ครั้ง ซึ่งก็ได้ผลดีสมตามความมุ่งหมายของสมาคมฯ โดยเป็นโชคดีของสมาคมฯ ที่ในระยะนั้น รัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ และต่อมาเป็นรัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร มีใจกว้างยินดีรับฟังและรับข้อเสนอเมื่อได้ฟังคำชี้แจงของสมาคมฯ แล้ว

นิยมไพรสมาคมเข้าพบจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์

และจอมพบถนอม กิตติขจร

นิยมไพรสมาคมได้เสนอให้รัฐบาลออกพระราชบัญญัติคุ้มครองสัตว์ป่ามาหลายสมัย และได้แก้ไขตัดทอนกันตลอดมา แต่ก็ไม่เคยนำเข้าพิจารณาในสภา จนมาถึงรัฐบาลคณะปฏิวัติ (จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์) จึงได้หยิบยกขึ้นมาพิจารณาแก้ไขปรับปรุง ในที่สุดก็ได้รับหลักการ และต่อมาก็มีการประกาศใช้พ.ร.บ. สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2503
การจัดตั้งอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เช่นเดียวกัน นิยมไพรสมาคมได้พยายามเสนอรัฐบาลขอให้จัดตั้งอุทยานแห่งชาติมาตั้งหลายรัฐบาลแล้ว แต่ไม่มีรัฐบาลใดสนใจ จนกระทั่งในปี 2502 นายกนิยมไพรสมาคมได้นำคณะกรรมการเข้าคำนับจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ และเสนอขอให้จัดตั้งอุทยานแห่งชาติขึ้น ซึ่งนายกรัฐมนตรีก็เห็นชอบด้วย จึงมีบัญชาให้กระทรวงเกษตรและกระทรวงมหาดไทยจัดการ โดยกระทรวงมหาดไทยได้ประกาศเมื่อ 6 พฤศจิกายน 2502 เพื่อกำหนดเขตหวงห้ามที่ดินเพื่อเตรียมจัดเป็นอุทยานที่เทือกเขาใหญ่ ดอยอินทนนท์ ทุ่งแสลงหลวง และเทือกเขาสลอบ และในเดือนกันยายนปีเดียวกันนี้ คณะรัฐมนตรีได้แต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาปรับปรุงเขาใหญ่เป็นอุทยานขึ้น มีกรรมการทั้งหมด 17 นาย โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ เป็นประธาน กรรมการส่วนมากเป็นอธิบดีและผู้แทนกรม และองค์กรที่เกี่ยวข้อง โดยนายแพทย์บุญส่ง ได้ถูกเชิญเป็นกรรมการด้วย

คณะกรรมการชุดนี้มีการประชุมเพียงครั้งเดียว เมื่อ 17 กุมภาพันธ์ 2503 ซึ่งมีเรื่องสำคัญคือ มีเอกชนต่างชาติยื่นขอพัฒนาเขาใหญ่ โดยจะรับตัดถนนขึ้นไปบนเขาใหญ่ด้วยทุนของตนเอง แต่จะขอกรรมสิทธิ์ที่ดินบนเขาใหญ่ 5,000 ไร่ เพื่อทำสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ และขอสัมปทานตั้งคาสิโนบนเขาเป็นเวลา 25 ปี
เรื่องนี้ นายแพทย์บุญส่งได้เล่าให้ข้าพเจ้าฟังว่า ในการประชุมกรรมการครั้งนั้น ท่านได้ลุกขึ้นคัดค้านว่า “ผู้ใดที่ยกเขาใหญ่ไปให้ชาวต่างชาติ ตามที่เขาเสนอมานี้ ควรจะจับไปลงโทษสถานหนักที่สุด” ซึ่งในที่สุดทั้งรัฐบาลและกรรมการไม่มีใครเห็นด้วย เพราะเป็นภัยต่อประชาชนและประเทศชาติ

ต่อมาเมื่อวันที่ 6 กันยายน 2503 คณะรัฐมนตรีให้ยุบเลิกคณะกรรมการชุดเดิม และตั้ง “คณะกรรมการพัฒนาเขาใหญ่” ขึ้นแทน แต่คราวนี้ ผู้แทนนิยมไพรสมาคมไม่ถูกเชิญให้เข้าอยู่ในกรรมการชุดใหม่นี้ และเมื่อสภารับหลักการ พ.ร.บ. อุทยานแห่งชาติ และอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่เปิดดำเนินการเมื่อปี 2505 ประเทศไทยก็ได้เขาใหญ่เป็นอุทยานแห่งชาติแห่งแรกที่ผิดแบบแผนของอุทยานแห่งชาติทั่วโลก โดยมีสนามกอล์ฟอยู่ในเขตอุทยานฯ ด้วย

นอกจากนี้ นิยมไพรสมาคมยังได้เสนอรัฐบาลตั้งแต่ปี 2501 ให้ประกาศเขตอุทยานแห่งชาติอีกหลายแห่ง ได้แก่ เทือกเขาสลอบ (กาญจนบุรี) เขตภูพาน (สกลนคร) ทุ่งแสลงหลวง (พิษณุโลก) เขาคิชฌกูฏ (จันทบุรี) เทือกเขาหลวง (นครศรีธรรมราช) ดอยอินทนนท์ ดอยสุเทพ (เชียงใหม่) เขาสอยดาว (จันทบุรี) ป่าน้ำหนาว (เพชรบูรณ์) และป่าทับลาน (ระหว่างอำเภอปักธงชัย และปราจีนบุรี) ซึ่งในปัจจุบันนี้ที่ดังกล่าวก็ได้มีการประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติหรือเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทั้งสิ้นแล้ว และมีการประกาศเขตอุทยานแห่งชาติเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 63 แห่ง ต่อมาตั้งแต่ปี 2508-2516 รัฐบาลจึงได้มีการจัดตั้งเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าขึ้น โดยเริ่มที่ในทุ่งใหญ่นเรศวร (กาญจนบุรี) ป่าสลักพระ (กาญจนบุรี) ห้วยขาแข้ง (อุทัยธานี ตาก นครสวรรค์) คลองนาคา (ระนอง) ภูเขียว (ชัยภูมิ) ลุ่มน้ำปาย (แม่ฮ่องสอน) เขาสอยดาว (จันทบุรี) และประกาศเพิ่มขึ้นจนปัจจุบันมีไม่น้อยกว่า 32 แห่ง

ช่วยในการจัดตั้งนิยมไพรสมาคม สาขากาญจนบุรี (พ.ศ. 2500-2501)
เรื่องนี้มีประวัติว่า ประชาชนชาวกาญจนบุรีได้ตื่นตัว รู้จักคุณค่าและหวงแหนทรัพยากรธรรมชาติของประเทศไทยในจังหวัดกาญจนบุรีมานานแล้ว ตั้งแต่ครั้งเมื่อ ฯพณฯ พลเอก พระยาพหลพลพยุหเสนายังมีชีวิตอยู่นั้น ท่านนิยมไปเที่ยวชมสัตว์ป่าเนืองๆ และได้เคยดำริที่จะออกกฎหมายคุ้มครองสัตว์ป่า พร้อมทั้งจะจัดตั้งอุทยานแห่งชาติขึ้น

ต่อมาเมื่อปี 2499 ชาวกาญจนบุรีได้ต้อนรับนิสิตคณะเศรษฐศาสตร์สหกรณ์ แห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยพิมพ์สารมีข้อความขอฝากคณะนิสิตดังกล่าว เพื่อช่วยให้จัดตั้งวนอุทยานขึ้นภายในปี 2500 ในปีต่อมาก็มีนิสิต นักศึกษา ชาวกาญจนบุรีจาก 4 มหาวิทยาลัยคือ ธรรมศาสตร์ แพทย์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ และเกษตรศาสตร์ แสดงความปรารถนาให้รัฐบาลจัดตั้งอุทยาน หรือป่ามฤคทายวันขึ้นที่จังหวัดนี้ เพื่อเป็นพุทธบูชาในโอกาสที่ครบรอบ 25 พุทธศตวรรษ จึงได้มาขอคำแนะนำจากนายแพทย์บุญส่ง เลขะกุล เมื่อ 29 สิงหาคม 2500 ต่อมาเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2500 นิยมไพรสมาคม สาขากาญจนบุรีจึงได้กำเนิดขึ้น โดยมีท่านผู้หญิงบุญหลง พหลพลพยุหเสนา นายจำลอง ธนโสภณ พ.ต.อ. จำรัส มังคลารัตน์ นายแผน ศิริเวชพันธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกสภาจังหวัด ได้พร้อมใจกันเสนอข้อบังคับว่าด้วยการคุ้มครองและสงวนพันธุ์สัตว์ป่า ซึ่งต่อมา นิยมไพรสมาคม สาขากาญจนบุรี ก็ได้จัดกิจกรรมเพื่อเผยแพร่เรื่องธรรมชาติ สัตว์ป่า และวนอุทยานอย่างแข็งขัน

ช่วยประชาชนท้องถิ่นจัดตั้งสถานหรือเขตห้ามล่าสัตว์
• ได้ช่วยวัดไผ่ล้อม อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี จัดการคุ้มครองนกปากห่างที่มาอาศัยอยู่ที่วัดนี้ มิให้ผู้ใดมารบกวน หรือทำร้ายตั้งแต่ปี 2497
• ได้ช่วยวัดนิยมไพรวนารามทับตะโก จังหวัดราชบุรี จัดทำเป็นเขตห้ามล่าสัตว์ โดยเฉพาะนกเป็ดน้ำ เมื่อปี 2502
• ได้ช่วยจัดตั้งเขตสวนสัตว์เปิดเขาเขียวขึ้นที่จังหวัดชลบุรี เมื่อปี 2513

ก่อตั้งชมรมดูนกกรุงเทพฯ (Bangkok Bird Club) ขึ้นเมื่อปี 2505
เรื่องนี้ตามที่ได้รายงานไว้ในนิตยสาร “นิยมไพร” ปรากฏว่า นายแพทย์บุญส่ง และนายกิตติ ทองลงยา ผู้ช่วย ได้ชวนกันไปเที่ยวชมนกแถวบางปู ตั้งแต่ปี 2501 แล้ว และได้จัดตั้งชมรมดูนกขึ้นเมื่อปี 2505 โดยสมาชิกในตอนแรกมีเพียงไม่กี่คน และเป็นชาวต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่ และได้พาสมาชิกนิยมไพรสมาคมไปดูนกบ้างเป็นครั้งคราวแต่ไม่บ่อย และในปี 2507 ก็มีการทำ Bird banding นำคณะดูนกจากต่างประเทศไปดูนกที่จังหวัดใกล้เคียง

ต่อมาในปี 2511 นายแพทย์บุญส่ง จึงได้แต่งและพิมพ์หนังสือ Bird Guide of Thailand ออกเป็นครั้งแรก ซึ่งเป็นที่ยินดีและชื่นชอบของสมาชิกชมรมและองค์การต่างประเทศเป็นอันมาก แต่ก็ยังไม่ใคร่มีกิจกรรมมากนัก จนกระทั่งปี 2520 จึงได้มีการฟื้นฟูชมรมขึ้นมา โดยจัดรูปองค์การและแต่งตั้งกรรมการใหม่ มีการจัดกิจกรรมในการบรรยายและจัดนำออกไปดูนก ทำให้ชมรมมีสมาชิกเพิ่มมากขึ้นเป็นลำดับ และมีกิจกรรมในการออกเดินทางไปดูนกในที่ต่างๆ โดยเฉพาะอุทยานแห่งชาติ หรือเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเป็นประจำ และยังมีการออกนับนกในที่ต่างๆ เพื่อรวบรวมสถิติแนวโน้มของจำนวนนกที่พบ หรืออพยพมาท้องถิ่นนั้นๆ เป็นประจำ ซึ่งทำให้สมาชิกของชมรมมีโอกาสเรียนรู้จักชนิดของนกมากขึ้น และมีความชำนาญในการแยกแยะชนิดของนกที่พบเห็นมากขึ้นเป็นที่น่าพอใจ นับว่าชมรมได้เจริญขึ้นเป็นปึกแผ่น สามารถดำเนินการได้ด้วยตนเองอย่างสมบูรณ์

จัดให้มีงานวันคุ้มครองสัตว์ป่าแห่งชาติ ตั้งแต่ปี 2511
เนื่องจากพระราชบัญญัติคุ้มครองสัตว์ป่า ได้ประกาศใช้มาตั้งแต่ปี 2503 แต่มีการดำเนินงานน้อย นิยมไพรสมาคมจึงเชิญคณะกรรมการ รวมทั้งเจ้าหน้าที่กรมป่าไม้ สโมสรวนศาสตร์ และหัวหน้านิสิตนักศึกษามหาวิทยาลัยต่างๆ มาประชุมพิจารณา เพื่อจัดให้มีงานวันคุ้มครองสัตว์ป่าแห่งชาติขึ้น โดยกำหนดวันที่ 26 ธันวาคม อันเป็นวันที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงลงพระปรมาภิไธย ประกาศใช้ พ.ร.บ. สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า เมื่อ พ.ศ. 2503 จึงได้จัดงานวันคุ้มครองสัตว์ป่าแห่งชาติขึ้นเป็นครั้งแรกตามกำหนดวันดังกล่าวเมื่อ พ.ศ. 2511
ในการจัดงานดังกล่าว นอกจากมีการพิมพ์เอกสารแจกในเรื่องการคุ้มครองสัตว์ป่าแล้ว ก็มีกิจกรรมฉายภาพยนตร์ การบรรเลงดนตรี สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เมื่อยังทรงดำรงพระยศเป็นสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิรินธรเทพรัตนสุดา ทรงร้องเพลงหมู่ “ไพรนิยม” ร่วมกับพระสหาย และนิสิตนักศึกษาห้ามหาวิทยาลัย ที่โรงภาพยนตร์เฉลิมเขตในวันงานด้วย
นอกจากนี้ นิยมไพรสมาคมยังได้เสนอนายกรัฐมนตรี (จอมพลถนอม กิตติขจร) เพื่อขอความร่วมมือในการสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้พิจารณาแล้วมีคำสั่งให้กระทรวงทบวงกรมต่างๆ กำชับข้าราชการให้ช่วยคุ้มครองสัตว์ป่า 4 ประการ คือ
กำชับข้าราชการมิให้ทำผิดกฎหมายว่าด้วยการสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า
ให้เจ้าหน้าที่ปราบปรามร้านขายอาหาร ที่นำเนื้อสัตว์ป่าที่ต้องห้ามมาปรุงอาหาร โดยไม่ได้รับอนุญาต
กำชับเจ้าหน้าที่ให้จับกุมผู้ทำผิดกฎหมายฉบับนี้
สั่งห้ามยิงนก ระเบิดปลาในบริเวณอ่างเก็บน้ำทุกแห่ง

พัฒนาอาชีพชาวเขาบนดอยอินทนนท์ให้ปลูกพืชทดแทนฝิ่น และรักษาป่าที่เหลือ
นิยมไพรสมาคมได้จัดตั้งคณะผู้ริเริ่มโครงการพัฒนาชาวเขาบนดอยอินทนนท์เมื่อ พ.ศ. 2514 โดยได้เชิญพลเอกประภาส จารุเสถียร เป็นประธาน มีกรรมการ 17 ท่าน รวมทั้งผู้ใหญ่บ้านชาวเขาด้วย เนื่องจากป่าบนดอยนี้ ถูกชาวเขาโค่นถางเพื่อปลูกฝิ่นไปมากมาย เหลือเป็นทุ่งหญ้าคาเป็นส่วนใหญ่ นิยมไพรสมาคมมีความตั้งใจที่จะเปลี่ยนทุ่งหญ้าให้ชาวเขาทำไร่กาแฟแทนการปลูกฝิ่น และได้เริ่มดำเนินการด้วยการสร้างค่ายพักตามระยะทางขึ้นดอย และสร้างสำนักสงฆ์เพื่อชักชวนให้คนขึ้นไปท่องเที่ยวชมทิวทัศน์ และการแต่งกายขนบธรรมเนียมประเพณีชาวเขา และยังได้เสนอให้รัฐบาลตัดถนนขึ้นดอยนี้ เพื่อจะได้ทำเป็นเมืองตากอากาศ หรือ Hill Station แต่โครงการนี้ไม่มีความก้าวหน้า เพราะไม่ได้รับการส่งเสริมหรือสนับสนุนจากรัฐบาลในการดำเนินการ

นายแพทย์นัดดา ศรียาภัย
“นายแพทย์บุญส่ง เลขะกุล ผู้จุดประทีปแห่งการอนุรักษ์ในประเทศไทย”
อนุสรณ์ในการพระราชทานเพลิงศพนายแพทย์บุญส่ง เลขะกุล
6 มิถุนายน 2535

งานและผลงานของนิยมไพรสมาคม (พ.ศ. 2495-2527)

การประชุมของนิยมไพรสมาคมที่พิพิธภัณฑ์ของหมอบุญส่ง

นอกจากนิยมไพรสมาคมจะเปิดรับสมาชิกทั้งผู้ใหญ่และเยาวชนแล้ว งานและผลงานหลักที่สำคัญของสมาคมฯ นั้น สรุปได้ดังต่อไปนี้
การเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับพฤกษชาติและสัตว์ป่านานาชนิด เพื่อปลูกฝังนิสัยรักธรรมชาติให้แก่ประชาชน ตลอดจนเยาวชน ซึ่งนับเป็นกิจกรรมที่สำคัญที่สุดที่สมาคมฯ ได้กำหนดไว้เป็นวัตถุประสงค์ในข้อ (1) และข้อ (2) ซึ่งนายแพทย์บุญส่งผู้ทำหน้าที่เป็นเลขาธิการสมาคมฯ ก็ได้เป็นตัวจักรกลและหัวเรี่ยวหัวแรงที่สำคัญ ในการดำเนินการในข้อนี้อย่างมากมายและกว้างขวางในทุกๆ ด้าน อย่างชนิด “ลงมือทำเอง” เป็นส่วนใหญ่โดยไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย หรือการเสี่ยงอันตราย
เขียนบทความเรื่องนกในประเทศไทย รวมทั้งรูปภาพที่เขียนเองและรูปถ่าย ลงในวารสารวิทยาศาสตร์เป็นประจำตั้งแต่ พ.ศ. 2498 และยังได้เขียนเรื่องเกี่ยวกับสัตว์ป่านานาชนิดลงในหนังสือพิมพ์สยามรัฐด้วย

บรรยายประกอบการฉายสไลด์หรือภาพยนตร์ทั้งในสถานที่ของสมาคมเอง ตลอดจนเดินทางไปบรรยายตามโรงเรียนต่างๆ วัด มหาวิทยาลัย และสถาบันต่างๆ ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด เพื่อเผยแพร่ความรู้ให้แก่นักเรียน ประชาชน นักศึกษาระดับต่างๆ ตลอดจนทหาร ตำรวจ

ไปบรรยายและฉายหนังสารคดีธรรมชาติและสัตว์ป่าในมหาวิทยาลัยต่างๆ

ออกนิตยสารของสมาคมฯ โดยเริ่มออกนิตยสาร “นิยมไพร” เป็นนิตยสารรายเดือน เป็นเล่มแรกเมื่อเดือนเมษายน 2501 ซึ่งต่อมาได้พัฒนาเป็น “ข่าวนิยมไพร” (Conservation News) ซึ่งมีบทความและข่าวทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ และยังออกเป็นวารสาร “สารนิยมไพร” (Conservation for Thai Youths) ฉบับสำหรับเยาวชนด้วย โดยนายแพทย์บุญส่งได้เขียนบทความลงในนิตยสารดังกล่าวมากมาย

นิยมไพร

ข่าวนิยมไพร

สารนิยมไพร
แต่งหนังสือ นิตยสาร และสารคดีเกี่ยวกับชีวิตสัตว์ป่าสำหรับเยาวชนและประชาชนทั่วไปหลายเรื่อง เช่น เที่ยวป่า ธรรมชาตินานาสัตว์ ชีวิตของฉันลูกกระทิง ฯลฯ รวมทั้งจัดให้มีการประกวดบทความเรื่องความสำคัญของป่า ฯลฯ
จัดนำเที่ยวไปศึกษาเรื่องการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติให้แก่คณะครู อาจารย์ นักเรียน นักศึกษา โดยได้รับความร่วมมือจากกรมกองต่างๆ ในการพาดูงานและบรรยายวิชาการ คือ กรมป่าไม้ กรมชลประทาน กรมปศุสัตว์ และกรมพัฒนาที่ดิน เป็นต้น

หมอบุญส่งนำนักเรียนไปทัศนศึกษาที่ สวนสัตว์เขาดินอย่างสนุกสนาน หมอบุญส่งพานิสิตนักอนุรักษ์เที่ยวป่า

เขียนเกี่ยวกับธรรมชาติให้แก่ราชบัณฑิตยสถาน และเขียนหนังสือในหลักสูตรสำหรับนักเรียนให้แก่กระทรวงศึกษาธิการไว้หลายเล่ม

นิยมไพรสมาคม

กำเนิด “นิยมไพรสมาคม”
เพื่อดำเนินการตามเจตนารมณ์ในการอนุรักษ์ นายแพทย์บุญส่งจึงได้ริเริ่มดำเนินการเพื่อจัดตั้ง “นิยมไพรสมาคม” ขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2495 โดยได้ชักชวนผู้ทรงคุณวุฒิที่เป็นที่นับถือในสังคม ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ผู้ทรงคุณวุฒิในด้านการป่าไม้ การเกษตร แลเพื่อนๆ ของท่านที่เคยร่วมในการล่าสัตว์ป่าแบบเกมกีฬาสมัยก่อนและผู้สนใจมาร่วมเป็นกรรมการ โดยได้รับอนุญาตให้จดทะเบียนเป็นสมาคมเมื่อวันที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2496

วัตถุประสงค์ของนิยมไพรสมาคม
ก็คือ
เพื่อปลูกฝังนิสัยรักธรรมชาติแก่ประชาชน ตลอดจนยุวชน
เพื่อศึกษาค้นคว้าและเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับพันธุ์พฤกษชาติ และสัตว์ป่านานาชนิด
เพื่อส่งเสริมการคุ้มครอง และแพร่พันธุ์สัตว์ป่าที่เป็นประโยชน์
เพื่อส่งเสริมการปลูกบำรุงพันธุ์พฤกษชาติ และการเพาะเลี้ยงสัตว์ป่า
เพื่อนำและส่งเสริมการเที่ยวป่า
เพื่อช่วยรักษาไว้ซึ่งโบราณสถานและปูชนียสถาน ตลอดจนสถานที่ที่มีวิวทิวทัศน์อันสวยงาม ให้เป็นประโยชน์แก่ส่วนรวม ทั้งนี้ไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง

คณะกรรมการของนิยมไพรสมาคมชุดแรก ประกอบด้วยกรรมการ 14 ท่าน โดยมี พระอินทร์สรศัลย์เป็นนายกสมาคมคนแรก นายแพทย์บุญส่งทำหน้าที่เป็นกรรมการและเลขานุการ ซึ่งต่อมา นายแพทย์บุญส่งก็ได้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการสมาคมฯ เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงที่สำคัญที่สุดในการดำเนินงานของสมาคมฯ มาโดยตลอด

คณะกรรมการนิยมไพรสมาคมเข้าเฝ้าสมเด็จพระราชชนนี
ณ วังสระประทุม 7 เมษายน 2508

หมอบุญส่งกับกลุ่มนิยมไพรสมาคม

สิ่งที่สมาคมจะกล่าวถึงในที่นี้ก็คือ สำนักงานของนิยมไพรสมาคม ซึ่งก็ได้ใช้สถานที่ที่บ้านของนายแพทย์บุญส่ง คือ บ้านเลขที่ 4 ตรอกโรงภาษีเก่า บางรัก (จังหวัดพระนคร) ตลอดมา โดยเฉพาะห้องโถงซึ่งใช้เป็นที่ทำการและศูนย์กลางการดำเนินงานของสมาคมฯ และเป็นสถานที่ทำงานของนายแพทย์บุญส่งเองด้วย ซึ่งก่อให้เกิดความสนใจและประทับใจแก่ผู้ที่มีโอกาสไปเยือนหรือไปประชุมเสมอมา กล่าวคือ นอกจากด้านหนึ่งจะเป็นโต๊ะตู้ทำงานของนายแพทย์บุญส่งแล้ว ยังเป็นทั้งห้องพิพิธภัณฑ์และห้องสมุด ที่ฝาผนังของห้องโถงนี้ประดับไปด้วยเขาสัตว์ป่าชนิดต่างๆ ตลอดจนรูปสัตว์ป่า ตามชายผนังรอบห้องก็เป็นตู้เก็บตัวอย่างนกและสัตว์สตัฟฟ์ขนาดเล็ก มีชั้นและตู้เก็บหนังสือที่เกี่ยวกับสัตว์ป่า ธรรมชาติและการอนุรักษ์มากมาย รวมทั้งวัสดุอุปกรณ์ในการสตัฟฟ์สัตว์ อุปกรณ์ในการถ่ายรูปของนายแพทย์บุญส่ง ซึ่งตัวท่านเองก็เป็นผู้มีฝีมือยอดเยี่ยมในการถ่ายรูปนก รูปสัตว์ต่างๆ นอกจากนี้ ยังใช้เป็นที่ประชุมกรรมการ ที่บรรยาย ตลอดจนรับแขกทั้งจากในและต่างประเทศตลอดมาเป็นเวลาร่วม 30 ปี จนกระทั่งท่านล้มป่วยลง จึงเป็นการสมควรอย่างยิ่งที่จะช่วยกันเก็บรักษาห้องดังกล่าวไว้เป็นอนุสรณ์ของนายแพทย์บุญส่งตลอดไป ให้คนรุ่นหลังได้มีโอกาสได้ทราบถึงผลงานของนายแพทย์บุญส่ง และกำเนิดของการอนุรักษ์ของประเทศไทย

Post Navigation

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.